พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์กลางทะเลทรายเนวาดา

The-Magic-Mountains-in-Nevada.

ขึ้นชื่อว่างานศิลปะไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่บนพื้นที่ที่โดดเด่นด้วยแสงไฟ ห้อมล้อมด้วยห้องแอร์เย็นๆ หรืองานประติมากรรมเก่าๆ เพียงอย่างเดียว แม้แต่พื้นที่กลางทะเลทรายสำหรับคนมีความคิดในการสร้างงานศิลปะก็สามารถสร้างให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้จริงโดยการเลือกใช้ความสามารถของตนเองมานำเสนอผ่านผลงานศิลปะชั้นยอดในรูปแบบแห่งความแปลกใหม่จนต้องอ้าปากค้างสำหรับคนที่มีโอกาสได้สัมผัสกับของจริง พื้นที่บนทะเลทรายเนวาดามีจุดหนึ่งถูกยกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์ สุดยอดงานศิลปะขั้นเทพเกินบรรยาย

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์ท่ามกลางทะเลทรายเนวาดา

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์คือสถานที่สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมสาธารณะแห่งหนึ่งของ อูโก รอนดินโอนี เขาคือศิลปินสื่อผสมชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เลือกพื้นที่แห่งนี้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะตามความต้องการของตัวเองด้วยการใช้ระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี งานศิลปะของเขาจะมีกลุ่มหินขนาดยักษ์ทั้งหมด 7 ต้น ทุกๆ คนจะมีปริมาณหินตั้งแต่ 3-6 ก้อน จากนั้นมีการนำมาวางซ้อนกันจนได้ชื่อว่าเทือกเขาเวทมนตร์กลางทะเลทรายเนวาดา ตั้งอยู่ตอนใต้ของลาสเวกัส ความพิเศษของหินแต่ละก้อนที่ถูกจัดแสดงเอาไว้นั่นคือมีการทาสีสันเพื่อให้ดูสวยงาม เช่น สีเหลือง, สีชมพู, สีน้ำเงิน, สีม่วง, สีส้ม และสีอื่นๆ ที่อยู่ในตระกูลนีออนเรืองแสง มีการจัดกลุ่มให้เป็นโทเท็มสไตล์การต่อต้านแรงโน้มถ่วงในระดับความสูง 30-35 ฟุต เป็นการแสดงออกถึงรอยต่อระห่างมนุษย์กับธรรมชาติเทียม มีการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง การล่มสลาย ให้ได้ทำความเข้าใจกันอีกด้วย เป็นผลงานศิลปะกลางทะเลทรายที่คิดว่าคงหาได้ยากในการลงมือทำระดับ 5 ปีเพื่อต้องการนำเสนอความเป็นตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด เป็นอีกตัวอย่างการสร้างแรงบันดาลใจชั้นดีให้กับคนอื่นๆ ทุกคนที่ชื่นชอบงานศิลปะได้มองคุณค่าความเป็นตัวเองพร้อมทั้งสื่อให้เห็นว่าธรรมชาติไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นความสมดุลที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับทุกคนที่อาศัยบนโลกใบนี้ให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง รวบรวมความคิดต่างๆ ไว้ได้อย่างน่าสนใจเกินกว่าคนทั่วไปคิด

ผลงานดังกล่าวนี้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2016 โดยจะเปิดให้ผู้สนใจทุกคนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับความงดงาม ความเหนือชั้นด้านสถาปัตยกรรม น่าเสียดายที่ผลงานพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์ท่ามกลางทะเลทรายชุดนี้จัดแสดงเอาไว้แค่ 2 ปี และพึ่งทำการถอนการติดตั้งเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ถือว่าได้พบรู้จักกับความแปลกใหม่ ไมเหมือนใคร เป็นสถาปัตยกรรมชั้นเลิศควรค่ากับการได้รับคำยกย่อง คำสนับสนุนทุกประการ

เนวาดาประกาศเปิด “เสรีกัญชา”

marijuana

ยาเสพติดประเภทหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายก็คือ กัญชา แม้ในยุคนี้จะมีหลายคนออกมาเรียกร้อง พยายามบอกข้อดีของการสูบกัญชากระนั้นยังคงถูกมองว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี แต่ก็มีบางประเทศที่ยอมให้บางเมืองของพวกเขาสามารถซื้อ-ขาย สูบกัญชาได้อย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขที่ทางรัฐบาลได้กำหนดเอาไว้ เหมือนกับรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ ที่เวลานี้ได้มีการประกาศเปิดเสรีกัญชาเรียบร้อย ส่งผลให้เมืองนี้ยิ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอีกไม่น้อย

เสรีกัญชาที่รัฐเนวาดา

ในอดีตทุกคนจะคุ้นกับคำว่า เมืองแห่งบาปของลาสเวกัส รัฐเนวาดา มันอย่างมาก แต่ทุกวันนี้เนวาดาไม่ใช่เรื่องเมืองอันโด่งดังด้วยบ่อนคาสิโนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปเพราะเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 รัฐเนวาดาได้กลายเป็นรัฐที่ 5 ของสหรัฐฯ ที่มีการอนุญาตให้วางขายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในเมืองลาสเวกัส เหตุผลก็เพื่อนำมาใช้สำหรับความบันเทิงเพลิดเพลินส่วนบุคคล ทำให้เมื่อมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการผู้คนจำนวนมากต่างเดินทางไปยังรัฐแห่งนี้เพื่อรอซื้อกัญชาถูกกฎหมายแบบถล่มทลาย ปกติแล้วในแต่ละปีลาสเวกัสจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวผู้รักการเสี่ยงโชคจำนวนมาก ยิ่งทำให้เชื่อกันว่าเมืองทางรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจให้เมืองแห่งนี้เปิดการขายกัญชาแบบเสรีได้จะยิ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเยอะกว่าเดิมแน่นอน มีการคาดการณ์ถึงรายที่ลาสเวกัสจะได้รับจากการขายกัญชาแบบถูกต้องตามกฎหมายภายในระยะเวลา 2 ปี คือ 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เอาแค่นักท่องเที่ยวที่เข้ามายังเมืองแห่งนี้ต่อปีก็ตกราว 42 ล้านคน เมื่อมีการเปิดเสรีกัญชาขนาดนี้ยิ่งทำให้มีความเชื่อมั่นว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาอีกนับไม่ถ้วนพร้อมแซงหน้าเมืองหลวงแห่งกัญชาอย่างกรุงอัมสเตอร์ดัม ฮอลแลนด์ แบบไม่เห็นฝุ่นได้สบายๆ

กฎหมายสำหรับการซื้อกัญชาของทุกคนที่เดินทางมายังเมืองนี้ก็คือต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป สามารถเข้าไปซื้อได้ ณ ร้านขายกัญชาที่ได้รับอนุญาตให้วางขายเท่านั้น อย่างไรก็ดีแม้จะสามารถเปิดขายกัญชาได้อย่างเสรีแต่กฎหมายอีกข้อที่ค่อนข้างแรงพอสมควรสำหรับการสูบกัญชาในเมืองนี้คือห้ามสูบบริเวณพื้นที่สาธารณะเป็นอันขาด ดังนั้นใครคิดจะเดินทางไปยังลาสเวกัส รัฐเนวาดาเพื่อซื้อกัญชาสูบก็ต้องเข้าใจในกฎระเบียบที่ทางเมืองตั้งเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นแม้จะซื้อมาอย่างถูกกฎหมายแต่ถ้าหากไปทำไม่ถูกต้องก็กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายขึ้นมาได้ทันที งานนี้บอกเลยว่ายิ่งเป็นการเพิ่มความขลังของฉายา เมืองแห่งบาป ได้อีกหลายเท่าสำหรับลาสเวกัส สุดยอดสถานที่อันแสนเสรีแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้

ทะเลทรายเนวาดา Area 51 คือพื้นที่ของอะไร

desert

บนโลกใบนี้ยังคงมีพื้นที่แห่งความลับที่พยายามหาคำตอบกันว่ามันมีจริงหรือไม่ บริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีความน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน อย่างพื้นที่อันแสนโด่งดังที่หลายคนหาความจริงกันอยู่ตลอดนั่นคือ Area 51 พื้นที่ส่วนหนึ่งของทะเลทรายเนวาดาอันโด่งดัง บ้างก็ว่านี่คือพื้นที่ลับสุดยอดสำหรับการสร้างกองกำลังของสหรัฐฯ พัฒนาวิจัยเอเลี่ยนเผื่อว่าวันหนึ่งพวกมันเข้ามาบุกโลกและอื่นๆ อีกมากมายเกินกว่าจะทำความเข้าใจกันได้

พื้นที่ Area 51 บนทะเลทรายเนวาดา

หากระบุกันตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา Area 51 คือ ฐานทัพขั้นลับสุดยอดของกองกำลังสหรัฐฯ เป็นสถานที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวลึกเข้าไปยังพื้นที่ต้องห้ามสุดกว้างใหญ่ของรัฐบาลตั้งอยู่บนพื้นที่ทะเลทรายนาวาดา สำหรับคนที่คิดต้องการเข้าไปสัมผัสด้วยตนเองก็ต้องใช้เวลาในการขับรถทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลาสเวกัสราว 2 ชม. ว่ากันว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนพื้นที่การทดลองของกองทัพสหรัฐฯ มากมาย โดยพื้นที่บางแห่งที่โด่งดังมีชื่อว่า Groom Lake กับ Papoose Lake สำหรับ Area 51 เป็นพื้นที่สำหรับฝึก พัฒนาโครงการลับสุดยอดทางการทหาร เน้นหนักไปยังเรื่องเครื่องบินสอดแนม เทคโนโลยีด้านการบินต่างๆ ข่าวลืออันเกี่ยวข้องกับ Area 51 ค่อยๆ เพิ่มความน่าสนใจมาเรื่อยๆ จนมีคนสงสัยว่าสรุปมันคือเรื่องจริงหรือไม่ มีอะไรซ่อนอยู่ในฐานทัพลับแห่งนี้ เคยมีประชาชนบางกลุ่มรายงานออกมาว่า มีวัตถุประหลาดลอยเหนือฐานทัพ ขณะที่บางส่วนก็ถึงขั้นคิดทำนองว่า กองทัพเลือกใช้ฐานทัพลับเพื่อศึกษาด้านจานบินพร้อมกับมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาได้จับกุมมาไว้ได้

รายละเอียดทั่วไปของ Area 51 พื้นที่นี้คือพื้นที่เขตหวงห้ามแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลาสเวกัสระยะทาง 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ ตะวันออกทางหลวงสาย 375 ถนนกรูม เลค ใกล้เมืองราเชล รอบพื้นที่ถูกล้อมไว้ด้วยเขตทดลองแห่งรัฐนาวาดา พร้อมทั้งเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพอากาศเนลลิส ส่วนชื่อ Area 51 มาจากจุดที่ตั้งบนแผนที่ของเขตทดลองแห่งนี้นั่นเอง อย่างที่พอรู้กันว่าคนส่วนมากเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวมีจริงใน Area 51 มีจานบินขนาดใหญ่ถูกซ่อนเอาไว้พร้อมการทดลองของมนุษย์ต่างดาวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและอื่นๆ อีกมากมาย

จากสิ่งทีเกิดขึ้นทำให้มีกระแสความน่าสนใจจากคนทั้งโลกหลั่งไหลมายัง Area 51 เยอะมาก ขนาดทางการสหรัฐฯ ยังต้องรีบออกมาประกาศว่ามันไมได้มีอะไรจริงๆ สถานที่นี้เอาไว้ซ้อมรบของบรรดากองทัพอากาศสหรัฐฯ เท่านั้น เป็นความน่าสนใจที่ใครอยากไปสัมผัสดูก็เชิญได้ตามสะดวกเพียงแต่คงไม่ได้ไปใกล้อะไรมากมายชนิดเห็นเต็มสองลูกตาอะไรทำนองนี้

RENO เมืองเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในทะเลทรายเนวาดา

reno-nevada-town

สำหรับคนที่คุ้นชินกับรัฐเนวาดา รัฐอันได้ชื่อว่าเป็นเมืองทะเลทรายแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ คงคุ้นแต่ชื่อเมืองอย่างลาสเวกัส ส่วนหนึ่งมาจากลาสเวกัสเปรียบดังศูนย์กลางของคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก นักเสี่ยงโชค นักท่องเที่ยวจำนวนมากหากเลือกเดินทางมารัฐเนวาดายังไงก็ต้องนึกถึงลาสเวกัสกันอยู่แล้ว แต่จริงๆ เมืองอื่นในรัฐนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันหรือบางเรื่องอาจน่าสนใจให้ได้ลองค้นหามากกว่าอีก อย่างเมืองที่จะขอแนะนำให้ได้รู้จักกันก็คือ RENO เมืองเล็กๆ ของรัฐเนวาดาแต่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุด

เมืองเล็กๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก RENO

ในอดีตเมือง RENO ยังไม่ได้มีความเจริญก้าวหน้าอะไรมากมายนักเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่คือทะเลทรายทำให้อาชีพของพวกเขาแต่ไหนแต่ไรมาจากการเลี้ยงสัตว์, ทำเหมืองหิน กระทั่งเมื่อรัฐเนวาดาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการเปิดบ่อนคาสิโนเสรีทำให้เมือง RENO เองก็ได้รับอานิสงนี้ไปด้วย ส่งผลให้อาชีพของประชากรในเมืองอีกส่วนได้แก่การทำงานในธุรกิจการพนัน นอกเหนือจากการทำงานแล้วเมือง RENO แห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองสำหรับคนรักกีฬาแนวเอ็กซ์สตรีมด้วยเหมือนกัน ใครเคยมีโอกาสผ่านมายังเมืองแห่งนี้จะพบป้ายเล็กๆ เขียนระบุไว้ว่า The Biggest Little City in the World หรือ เมืองเล็กๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นคำขวัญของเมืองที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1929 เป็นคำสั้นๆ แต่บ่งบอกความหมายของเมืองแห่งนี้ไดชัดเจนมาก ทุกคนเมื่อเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ต้องประทับใจกับความเพียบพร้อมในทุกๆ ด้านสมฉายาเสียจริง ทั้งเรื่องของร้านอาหารแสนอร่อย, ร้านกาแฟนั่งชิลล์, แหล่งการพนันที่เล่นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย, พิพิธภัณฑ์, สวนสัตว์, ศูนย์วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส

RENO เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งตรงกลางทะเลทรายภายใต้ร่มเงาของเทือกเขาเนวาดาซึ่งมีหิมะปกคลุม สำหรับใครหากไมได้มีจุดประสงค์จะเข้ามาเล่นคาสิโนที่นี่ยังมีกิจกรรมสุดผาดโผนสำหรับคนรักแนวนี้ไว้ให้สนุกสนานเพียบ ส่วนกีฬาโปรดของคนเมืองนี้คือ โบว์ลิ่ง ถึงขนาดมีการทำสนามโบว์ลิ่งแห่งชาติจนได้รับการขนานนามว่าเป็นสนามโบว์ลิ่งสนามที่ดีที่สุดและมีโบว์ลิ่งมาตรฐานแห่งแรกของโลก มีโรงภาพยนตร์แบบหลังคาโดม 360 องศา แห่งแรกของโลกอีกต่างหาก

แค่เห็นการพัฒนาไม่หยุดยั้งของเมือง RENO คงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าสมกับการเป็นเมืองเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลทรายเนวาดา แม้จะมีขนาดเล็กแต่เมื่อทุกคนร่วมมือร่วมใจกันก็ทำให้เมืองนั้นๆ ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ใครไปเที่ยวก็อย่าลืมแวะไปเสียเงินได้เลย

พายุทะเลทรายความน่ากลัวของธรรมชาติ

Sandstorm-sandmoutain

ในแต่ละปีประเทศที่อยู่ใกล้กับเขตทะเลทราย มักถูกโจมตีโดยพายุทะเลทรายขนาดมหึมา พายุทะเลทรายนั้น ถือกำเนิดมาจากความชื้นในอากาศไปสัมผัสกับความร้อน โดยเป็นลมร้อนจากบริเวณอันแห้งแล้ง เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดการผสมผสานกัน จะทำให้เกิดลมมีกำลังแรง และลมนี้จะพัดพาเอาฝุ่นรวมถึงเม็ดทรายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กระแสลมจะพัดไปเรื่อยๆ พร้อมหอบเอาฝุ่นต่างๆ จนเกิดเป็นเมฆสีน้ำตาลขนาดมหึมาเคลื่อนที่ตามกระแสลม พายุทะเลทรายมักเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนของประเทศที่อยู่ใกล้กับทะเลทรายเช่น ออสเตรเลีย , ภูมิภาคตะวันตกของสหรัฐ , ปากีสถาน , จีน เป็นต้น

ในปัจจุบันการเกิดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้พายุทรายมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใน 1 ปีสามารถเกิดขึ้นได้มากกว่า 100 ครั้ง พายุทะเลทรายสามารถอุ้มทรายและฝุ่นสูงขนาด 5 กิโลเมตร นอกจากนี้อาจมีฝุ่นละอองมากถึง 80 ล้านเมตริกตัน ความใหญ่ของพายุอาจกว้างมากถึง 500 กิโลเมตร เมื่อเกิดพายุนี้จะทำให้การมองเห็นลดต่ำลงมาก อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างมลพิษทางอากาศอย่างร้ายแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากพายุทะเลทรายมากถึง 1000 คนต่อปี โดยในเมืองใหญ่ๆในหลายๆประเทศเช่น Sydney ก็เคยผจญกับพายุทรายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ประชาชนจึงต้องระมัดระวังตัวให้ดี พายุทะเลทรายมักเกิดในช่วงหน้าร้อน บางพื้นที่นักพยากรณ์อากาศสามารถทำการวิเคราะห์แนวโน้มการจะเกิดขึ้นได้

ข้อแนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพายุทะเลทราย

  • ให้จับตัวอยู่กันเป็นกลุ่ม อย่าออกจากกลุ่มในช่วงที่มีพายุ อาจพลัดหลงได้ ให้จับมือหรือเกี่ยวแขนกันเอาไว้
  • อย่าเข้าไปในพายุทะเลทราย *กรณีหลีกเลี่ยงได้
  • ถ้ามองเห็นว่า พายุทะเลทรายกำลังใกล้เข้ามาและคุณอยู่ในรถที่สามารถขับออกไปได้ ควรจะหนีออกจากพายุหรืออ้อมไป พายุทะเลทรายบางลูกมีความเร็วมากกว่า 120 กิโลเมตร/ชม. แต่ส่วนมากแล้วจะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่านี้ พยายามหนีออกจากมัน แต่ก็ไม่ควรใช้ความเร็วมากเกินไป ถ้าพายุตามมาทัน ให้หยุดรถและเตรียมตัวรับกับพายุ เพราะเมื่อมันมาการมองเห็นจะลดลงทันทีในเวลาอันรวดเร็ว
  • ถ้าอยู่ในบ้าน ให้รีบปิดหน้าต่างและประตูรอจนกว่าพายุจะสงบ
  • หากติดอยู่ในพื้นที่ใดๆ ให้มองหาก้อนหินขนาดใหญ่หรือเนินที่สามารถป้องกันตัวเราได้
  • อย่าหลบในคูหรือท้องร่องเด็ดขาด เนื่องจากอาจเกิดน้ำท่วมได้แม้จะไม่มีฝนตก เพราะเมื่อเกิดพายุทะเลทรายเม็ดฝนมักถูกทำให้แห้งก่อนตกถึงพื้น แต่อย่างไรก็ตามอาจเกิดฝนตกในพื้นที่อื่นได้ ทำให้คูน้ำหรือลำธารเล็กๆรวมทั้งพื้นที่ต่ำมักเกิดน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่ทะเลทรายไม่มีน้ำ

valley-moon-atacama-desert-chile

หลายๆ คนคงเคยเกิดความสงสัยไม่มากก็น้อย ว่าทำไมพื้นที่ซึ่งเป็นทะเลทรายทำไมถึงไม่มีน้ำ วันนี้เราเลยไปหาคำตอบมาให้แล้วค่ะ  อันเนื่องมากจาก  สภาพปราศจากฝนบวกกับอุณหภูมิร้อนจัดมาเจอกัน ส่งผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเป็นศูนย์ตลอดปี แม้บางครั้งมีจะฝนตกบ้าง แต่ด้วยความที่อากาศร้อนจัดมากๆ จึงทำให้น้ำฝนระเหยไปก่อนที่เม็ดฝนจะตกถึงพื้นทรายด้วยซ้ำ แต่ยกเว้นกรณีเกิดห่าฝนนะคะ  และเมื่อน้ำเหล่านี้ตกสู่เบื้องล่าง น้ำก็จะไหลซึมลงไปใต้ดินสะสมจนกลายเป็นน้ำ oasis โดยเป็นแหล่งน้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด  ท่ามกลางพื้นที่อันแห้งแล้ง

ทะเลทราย Sahara เป็นทะเลทราย มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร จึงทำให้กลายเป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดใหญ่เท่ากับประเทศอเมริกา ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา อุณหภูมิของทะเลทราย Sahara ตามสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเวลากลางวันคือ  57 องศาเซลเซียส และมีเนินทรายซึ่งสูงที่สุดในโลกขนาด 465 เมตร

ทะเลทรายแห่งนี้มีฝนตกไม่เกินปีละ 25 เซนติเมตร แต่ล่ะคราวฝนตกไม่สม่ำเสมอ แต่ครั้งที่ตกแรงมากที่สุดสามารถทำให้ลำธารเล็กๆ ตามหุบเขากลายสภาพเป็นแม่น้ำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่วนคำถามสำคัญ ซึ่งนักภูมิศาสตร์ล้วนพากันสงสัยมาอย่างยาวนานคือ Sahara เกิดมาได้อย่างไร เนื่องจากนักโบราณคดีได้ขุดพบเมล็ดพืช ในหลายแห่งของทะเลทรายแห่งนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าในอดีตหลายพันปีก่อน  Sahara  เคยเต็มไปด้วยหญ้าอันเขียวขจี มีต้นไม้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้  Sahara มองไปทางไหนก็มีแต่ผืนทรายอันแห้งแล้ง ไร้แววของสิ่งมีชีวิต

จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดจึงให้ได้ทำตอบว่า เดิมทีอากาศใน Sahara อบอุ่นรวมทั้งมีต้นไม้ใบหญ้ามากมาย แต่พอเวลาผ่านไปกว่า 2,000 ปี ได้เกิดเหตุการณ์ภัยแล้งซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 400 ปี จึงทำให้ผู้คน ที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทะเลทราย Sahara ต้องพากันอพยพย้ายไปอยู่ตามลุ่มน้ำไนล์ ส่วนสาเหตุของการเกิดภัยแล้งระดับใหญ่โตนี้ เกิดจากแกนของโลกได้เปลี่ยนระดับการเอียง ทำให้ฤดูร้อนในซีกโลกทางเหนือมีอุณหภูมิลดลง  รวมทั้งลมมรสุมซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรอินเดียเพื่อนำฝนมายัง Sahara ต่อมาพายุฝนนี้อ่อนกำลังลงมาก ไม่สามารถนำฝนมายัง Sahara ได้เช่นเคย พอไม่มีน้ำหรือน้ำน้อยกว่าเดิมมาก จึงทำให้ต้นไม้และพืชต่างๆต่างพากันล้มตาย วงจร  400 ปีนี้ได้ทำให้ต้นไม้ใน Sahara หายสาบสูญไปหมด Sahara เลยกลายเป็นทะเลทรายมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย

การเอาตัวรอดและดูแลตนเองในทะเลทราย

ทะเลทรายตามที่เราเห็นในภาพยนตร์หรือสารคดีต่างๆ คือแผ่นดินที่มีแต่ทรายเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง แม้แต่น้ำสักหยดก็ช่างเป็นเรื่องยากเย็น แสงแดดแรงจัดคอยแผดเผาตลอดเวลาราวกับอยู่ในนรก มิหนำซ้ำยังมีพายุทะเลทรายอันพร้อมจะทำลายล้างทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีความหวังนั้น ถ้าเรามีข้อมูลการเอาตัวรอดในทะเลทราย ก็จะพอช่วยต่อชีวิตของเราได้บ้าง วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า วิธีเอาตัวรอดในทะเลทราย ต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

1.เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

ควรจะเลือกเสื้อผ้าช่วยลดการเสียเหงื่อ เพราะเหงื่อคือน้ำในร่างกายแบบออกมาง่ายที่สุด ควรหาซื้อเสื้อผ้าสีขาวที่มีข้อความ UPF 30 + ติดอยู่มันคือเสื้อผ้าซึ่งออกแบบมาให้ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต คุณสมบัติคือระบายอากาศได้ดีแถมช่วยกันความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึง แว่นกันแดด ผ้าปิดจมูกปาก เพื่อกันทรายเข้าตาหรือเผลอสูดดมเข้าไป นอกจากนี้คุณต้องมีผ้าห่มติดไปด้วยเผื่อต้องเดินทางในตอนกลางคืน ทะเลทรายกลางวันแม้จะร้อนระอุ แต่ตอนกลางคืนกลับหนาวมาก

2.น้ำดื่มต้องเพียงพอ

การเลือกอาหารควรเป็นอาหารให้พลังงานสูงแต่น้ำหนักเบาเช่น สแน็คบาร์แบบให้พลังงานสูง แต่ในทะเลทรายน้ำจัดว่ามีความสำคัญมากกว่าอาหาร เพราะฉะนั้นให้เลือกอาหารน้ำหนักเบา จะได้มีแรงเหลือไว้แบกน้ำนั่นเอง

3.พกอุปกรณ์ดีช่วยให้รอด

เช่น เชือก , ชุดปฐมพยาบาล , อุปกรณ์ก่อไฟ , ไฟฉาย ,  มีด ,  เข็มทิศ , หลอดดูดน้ำมหัสจรรย์ , เต็นท์ , ผ้าห่ม , กระจกเอาไว้สะท้อนกับแสงอาทิตย์ให้สัญญาณ  เป็นต้น

4.วิธีมองหาแหล่งน้ำ

สังเกตจากสิ่งรอบตัว เช่น
1.บริเวณที่มีนกบินวนหลายๆ เป็นฝูง มักจะมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ
2.บริเวณที่มีแมลง ต่างๆ มักจะมีพื้นที่ความชื้นอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น
3.โขดหินลาดเอียง และเป็นหินไม่มีรูให้คิดเอาไว้ก่อนว่าบริเวณพื้นตรงฐานของหินอาจจะเต็มไปด้วยน้ำ แต่ต้องขุดลงลึกไปเสียหน่อย เมื่อคุณขุดลงไปประมาณ 30 ซม. แล้วพบว่าหลุมเริ่มมีความชื้น ให้เริ่มขยายปากหลุมวงรอบประมาณ 30 ซม. หลังจากนั้นรอสัก 30 นาที คุณก็จะได้น้ำดื่ม สิ่งสำคัญคือต้องต้มน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อโรค หรือใช้หลอดดูดน้ำมหัศจรรย์ก็ได้ถ้าคุณพกมาด้วย

อยู่ให้ห่างจากสัตว์ร้ายต่างๆ

สิ่งที่เราควรระวังที่สุดในทะเลทรายไม่ใช่สัตว์ตัวใหญ่เห็นได้ชัด แต่เป็นสัตว์จำพวกพวกงูและแมลงมีพิษ พวกนี้มักจะอยู่ตามซอกหิน หรือซ่อนตัวมากับทราย ก่อนที่เราจะตั้งแคมป์หรือหยุดพักควรเช็คอย่างรอบคอบเสียก่อน

รายชื่อเหล่าสัตว์มีพิษบนทะเลทราย

สัตว์มีพิษส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น แมลง หรือ งู เพื่อชดเชยร่างกายอันเล็กจ้อยของพวกมัน ธรรมชาติจึงสรรค์สร้างอาวุธประจำกายมาให้เพื่อจะได้ต่อกรกับสัตว์อื่นๆได้ ทะเลทรายจัดว่าเป็นสถานที่อันลึกลับ ที่มีสัตว์มีพิษทั้งหลายแหล่อาศัยเร้นกายอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีมากมายหลายชนิด เรามาดูกันดีกว่าว่าสัตว์มีพิษร้ายแถบทะเลทรายมีอะไรบ้าง

เหล่าสัตว์มีพิษอันตรายที่นักท่องเที่ยวควรระวัง

Death-Stalker-Scorpion-sandmountain

1.Death Stalker Scorpion

พบมากบริเวณฝั่งเอเชียและแอฟริกา โดยเฉพาะพื้นที่แถบทะเลทราย มีขนาดลำตัวใหญ่สุดประมาณ 4 นิ้ว พิษร้ายแรงที่สุดในบรรดาแมงป่องทั้งหมด เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบประสาทได้ แต่พิษของมันไม่สามารถทำร้ายร่างกายของผู้ใหญ่ปกติทั่วไปได้ถึงจะไม่ทำให้เสียชีวิตแต่ก็สามารถทำให้เป็นอัมพาตได้ พิษของมันกลับมีอันตรายอย่างมากโดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุ โดยพิษของมันจะทำให้เหยื่อเกิดอาการตัวสั่นคล้ายกับคนที่เป็นไข้ขึ้นสูง หลังจากนั้นร่างกายก็จะชา หลังจากนั้นจะตามด้วยอาการอัมพาต จบด้วยการเสียชีวิต

2.Coral snake

งูคอรัลสเนค งูชนิดนี้มีลักษณะคล้ายกับมิลค์สเนค milk snake ซึ่งสามารถแยกจุดแตกต่างได้ตรงสี สีสันของคอรัลสเนคจะเข้มกว่ามิลค์สเนค อีกอย่างคือคอรัลสเนคมีช่องสีขาวคั่นอยู่ในแต่ละปล้อง แถมคอรัลสเนคยังอันตรายร้ายกาจมากกว่าด้วย พิษของงูชนิดนี้มีฤทธิในการทำลายระบบประสาท ทำลายระบบไหลเวียนโลหิต ส่วนใหญ่มันจะอยู่ในทะเลทรายของประเทศเม็กซิโก และทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา

Saharan-horned-viper-sandmountain

3.Saharan horned viper

บริเวณเหนือตาทั้ง 2 ข้างมีส่วนที่คล้ายเขายื่นออกมา ตาจะอยู่ด้านข้างแต่ค่อนไปทางด้านบนของหัว โดยเพศผู้จะมีขนาดของหัว ขนาดของตาใหญ่กว่าเพศเมียซึ่งสามารถสังเกตได้ง่าย สีของงูชนิดนี้มีตั้งแต่สีเหลือง , สีน้ำตาลอ่อน ,  สีชมพู , สีแดง สีของงูจะกลืนไปกับพื้นที่อยู่อาศัยเป็นการอำพรางตัว ร่างกายช่วงบนจะมีแถบสีดำคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตลอดความยาวของลำตัว ด้านท้องมีสีขาว หางแบน ปลายหางบางตัวก็เป็นสีดำ มันจะโผล่แค่ส่วนจมูก และตาเหนือพื้นทะเลทราย ส่วนลำตัวจะฝังอยู่ในพื้นทรายเพื่อเป็นการพรางตัว พบมากในทางตอนเหนือของแอฟริกาและแอฟริกาตะวันตกซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลทราย อาศัยการดื่มน้ำจากตัวเหยื่อจึงไม่จำเป็นต้องหางแหล่งน้ำ

yellow-fat-tail-sandmountain

4.Androctonus australis หรือ yellow fat tail

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทะเลทราย หางมีขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการขุดและป้องกันตัว หางของมันแข็งแรงมาก โดยสามารถต่อยได้ทุกทิศทาง มันจะต่อยเมื่อไปโดนตัวมันเท่านั้น หากโดนต่อยจะปวดมาก ผู้ใหญ่ปกติสามารถรอดได้ แต่อาจถึงตายในเด็กกับคนแก่ พิษของแมงป่องชนิดนี้เป็นพิษต่อระบบประสาท นั่นเอง

เหล่าอสูรร้ายแห่งทะเลทรายตัวจ้อยพวกนี้แม้ร่างกายจะเล็กแต่อานุภาพไม่เล็กตามตัวเลย ใครที่มีทริปที่จะไปเที่ยวทะเลทรายก็ระมัดระวังตัวกันด้วยนะคะ

พาหนะที่เหมาะสำหรับเดินทางบนทะเลทราย

ทะเลทรายนับได้ว่าเป็นพื้นที่อีกแห่งบนโลกที่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปสัมผัสมากเท่าไหร่นัก เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ ด้านทั้งเรื่องของอากาศที่ร้อนจัดในตอนกลางวัน หนาวจัดในเวลากลางคืน พายุทะเลทรายที่สุดแสนอันตราย หรือน้ำที่หาได้ยากเย็น มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั่วๆ ไปไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ถึงกระนั้นการเดินทางไปยังทะเลทรายก็ยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหาหรือแม้แต่บางคนที่อาจไม่ได้ต้องการเดินทางไปแต่มีความจำเป็นที่ต้องผ่านเส้นทางทะเลทรายจึงต้องมีพาหนะชนิดพิเศษที่สามารถเดินทางให้ผ่านพ้นความโหดร้ายของทะเลทรายเหล่านี้ได้ พาหนะที่ว่านี้ก็คือ อูฐ

รู้จักกับอูฐ พาหนะในทะเลทราย

อูฐ ถือว่าเป็นสัตว์ที่คนจะนึกถึงทันทีในยามที่พูดเกี่ยวกับเรื่องของทะเลทราย คนท้องถิ่นถึงกับให้สมญานามของอูฐว่า เรือทะเลทราย กันเลยทีเดียว สามารถช่วยให้การเดินทางผ่านทะเลทรายเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น อูฐสามารถขนสิ่งของต่างๆ ได้เป็นร้อยกิโลกรัมแต่ยังเดินบนทะเลทรายได้อย่างสบายๆ เฉลี่ยวันละ 40 กิโลเมตร ด้วยความเร็วคงที่ สามารถวิ่งได้เร็วถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถ้าหากอยู่บนทรายอาจวิ่งได้ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นสัตว์ที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปี หากว่าโตเต็มวัยจะมีความสูงเฉลี่ยราว 1.85 เมตร มีหนอกสูง 75 เซนติเมตร สามารถยกขาข้างเดียวพร้อมกันได้

ความสามารถของอูฐที่ทำให้เป็นพาหนะในทะเลทราย

1.เป็นสัตว์ที่มีกีบเท้าแบนขนาดใหญ่ทำให้เวลาเดินแล้วไม่จมทราย ต่อให้ทรายลึกแค่ไหนก็สามารถเดินได้อย่างสบายๆ

2.มีกระเพาะอาหารที่ค่อนข้างใหญ่สามารถดื่มน้ำเก็บไว้ได้เยอะ จะใช้บริเวณหน้าท้องในการกักเก็บน้ำ สามารถดื่มน้ำได้ครั้งเดียวเท่ากับน้ำหนักตัว 1 ใน 3 เลยทีเดียวหรือหากตีเป็นตัวเลขก็ประมาณ 150 ลิตร โดยสามารถดื่มปริมาณน้ำขนาดนี้ได้ภายใน 12 นาที ทำให้อดน้ำได้ยาวนาน 10-20 วัน สามารถอดอาหารได้เป็นเดือนเนื่องจากว่ามีหนอกที่คอยเก็บกักพลังงานในรูปของไขมัน ยามที่ต้องการอาหารหนอกจะกลายเป็นพลังงานที่อูฐนำมาไว้ใช้งาน

3.มีขนตาที่ยาวทำให้สามารถปิดบังทรายไม่ให้เข้าตาตัวเองได้ยามที่เกิดพายุทะเลทราย

4.มูลของอูฐสามารถนำมาก่อเป็นไฟผิงให้ความอุ่นในยามค่ำคืนได้ ทำให้ผู้ที่เดินทางไปด้วยไม่หนาวจนใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้

สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถระบุได้เป็นอย่างดีว่าทำไมอูฐถึงกลายเป็นพาหนะที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทางบนทะเลทราย ถือว่าเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นมาเพื่ออยู่คู่กับทะเลทรายอย่างแท้จริง และคงไม่มีพาหนะอื่นใดมาเทียบเทียมการใช้อูฐเพื่อเดินทางข้ามทะเลทรายได้อย่างแน่นอน

กฎระเบียบประกอบการบน Sand Mountain Recreation Area

กฎระเบียบที่ควรรู้ – เป็นสิ่งที่ผู้เข้ามายัง Sand Mountain Recreation Area จะต้องรับผิดชอบตามกฎระเบียบที่ระบุดังต่อไปนี้

ข้อกำหนดอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้พื้นที่สันทนาการ

1.บริเวณพื้นที่ภูเขาทราย คุณจำเป็นต้องตั้งค่ายหรือแคมป์ภายในบริเวณพื้นที่ที่กำหนด โดยพื้นที่ที่กำหนดให้อนุญาตตั้งแคมป์ได้คือ  : Mt.Diablo Meridain T. 17 N., R. 32 E., Sec. 28 SW1/4

2.ไม่สามารถตั้งแคมป์บนพื้นที่สาธารณะภายใน Sand Mountain Recreation Area พื้นที่ : Sec. 5, T.16N, R.32E, หรือภายในสามไมล์ของเขตพื้นที่ Recreation Area

3.ห้ามทำการกระทำใดๆ หรือใช้เครื่องเสียงรบกวน เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, เล่นดนตรี, เสียงจากอุปกรณ์การผลิตหรือจากอุปกรณ์แข่งรถ ระหว่างเวลา 12:00 และ 06:00 ลักษณะที่ทำให้เสียงรบกวนต่อผู้พักผ่อนคนอื่นๆ หรือไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานและสำนักงานภาคสนาม

4.บุคลากรที่ใช้พื้นที่จำเป็นต้องมีการเก็บค่าธรรมเนียม

5.ไม่ต้องจ่ายค่าบริการต่างๆ หากไม่ตั้งแคมป์หรืออยู่บริเวณที่เปิดให้ท่องเที่ยวนานกว่าครึ่งชั่วโมง ภายในพื้นที่ Sand Mountain Recreation Area

6.ห้ามสำรองพื้นที่สำหรับตั้งแคมป์เป็นสิ่งที่ต้องห้าม พื้นที่ได้รับการจัดสรรไว้อย่างเรียบร้อยในส่วนของพื้นฐานของการบริการ

การกระทำที่ต้องห้าม

1.ห้ามดำเนินการขับขี่ยานพาหนะบริเวณพื้นที่นันทนาการ โดยไม่มีการติดธงรับประกันความปลอดภัยที่ระบุตามที่อธิบายไว้ภายใต้กฎ Sec. 1 ของกฎเสริมเหล่านี้

2.ขับขี่ยานพาหนะด้วยความเร็วที่เกินขีดจำกัดที่ระบุเอาไว้

3.ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือห้ามมีไว้ครอบครอง ร่วมถึงห้ามมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่กำลังดำเนินกิจกรรมหรือระหว่างบนยานพาหนะต่างๆ อย่าง มอเตอร์ไซค์

4.ตั้งแคมป์นอกพื้นตามที่ได้กำหนดและอธิบายไว้ใน Sec. 2 ของกฎเสริม

5.ห้ามปล่อยดอกไม้ไฟ, อาวุธปืน, ขีปนาวุธ

6.ใช้บริเวณ Sand Mountain Recreation Area โดยไม่ยอมเสียค่าบริการ

7.ห้ามใช้อุปกรณ์หรือการกระทำใดๆ ที่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้งานคนอื่นๆ