จุดเริ่มต้นกำเนิดของทะเลทราย

Reason-Desert-Origin

โลกอันกว้างใหญ่ของเราใบนี้ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางกายภาย ชีวภาพมากมาย หนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างโหดร้ายต่อมนุษย์นั่นคือ ทะเลทราย สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยผืนทรายสุดลูกหูลูกตา ทั้งร้อน แล้งในตอนกลางวัน และหนาวเหน็บเย็นเฉียบเข้าขั้วหัวใจในตอนกลางคืน เราเคยสงสัยกันไหมว่า ทะเลทรายมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

แกนโลกเปลี่ยนแปลง

โลกของเราด้านในสุดนั้นมีสิ่งสำคัญที่ช่วยพยุงโลกของเราไว้นั่นคือ แกนโลก แกนตัวนี้ไม่ได้เป็นแกนตั้งตรง มันจะมีความลาดเอียงในระดับหนึ่ง ซึ่งในอดีตแกนโลกจะตั้งที่องศาหนึ่ง แต่ระยะเวลาผ่านมาเนิ่นนานทำให้แกนโลกนั้นเพิ่มความลาดเอียงมากขึ้น องศาที่เปลี่ยนไปของแกนโลกทำให้สภาพแวดล้อมบางแห่งเปลี่ยนแปลงไปด้วย กล่าวคือ ได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้น จนทำให้สูญเสียความชื้นจากความร้อนมากขึ้นสุดท้ายกลายเป็นทะเลทรายไปในที่สุด

สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

ผลพวงจากข้อแรก ทำให้สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง กรณีตัวอย่างคือ ทะเลทรายซาฮาร่า พอแกนโลกเปลี่ยนทำให้ฤดูร้อนฝั่งซีกโลกเหนืออุณหภูมิลดลง เกิดจากแสงอาทิตย์โดนน้อยลง ก็ทำให้เกิดความแห้งแล้งสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยจนกระทั่งสิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้ค่อยๆ ทยอยสูญพันธุ์ลงไป จนสุดท้ายทุกอย่างก็กลายเป็นทะเลทรายซาฮาร่าอย่างที่เราเห็นกัน

จุดที่ตั้งอับลม

พื้นที่บางส่วนของโลกต้องบอกว่าเป็นชัยภูมิที่ไม่ดีเอาเสียเลย กล่าวคือเป็นพื้นที่ราบตั้งอยู่ในจุดอับลม ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาล้อมรอบ นั่นทำให้ฝนตกลงมาน้อยมาก เนื่องจากแรงลมอ่อนแรงไปจากการปะทะกับภูเขา เมื่อฝนตกน้อย ก็จะทำให้ความชื้นในบริเวณนั้นน้อยไปด้วย พอความชื้นน้อย น้ำมีน้อย สิ่งมีชีวิตก็อยู่ไม่ได้ พืช สัตว์ ล้มตายลงไป เมื่อระบบนิเวศน์พังทลายก็ไม่มีสิ่งมีชีวิต เมื่อไม่มีสิ่งมีชีวิตดินก็ขาดสารอาหารจนกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด

พายุ+กระแสน้ำ

อีกหนึ่งปัจจัยทำให้เกิดทะเลทรายเชื่อว่าหลายคนคงนึกไม่ถึงนั่นคือ ลม เจ้าวายุของเรานี่แหละเป็นตัวสร้างสรรค์ทะเลทรายชั้นดีเลย กล่าวคือ ลมจะพัดพาหน้าดินออกไปจนหมด หากไม่มีพืชปกคลุมหน้าดินเอาไว้ ก็จะยิ่งไปเร็วมากขึ้น จนทำให้เกิดทะเลทรายได้ยิ่งหากได้คู่หูที่ชื่อว่า กระแสน้ำด้วย จะทำให้เกิดปรากฏการณ์กษัยการ (การผุผังต่อเนื่อง) สุดท้ายก็เกิดเป็นทะเลทรายขึ้น ผลพวงจากปรากฎการณ์นี้ทำให้เกิดทะเลทรายหลายชนิด เช่น ทะเลทรายหิน (โดนพัดไปหมดจนหินโผล่ขึ้นมา) ทะเลทรายหินกรวด ทะเลทรายทราย และทะเลทรายแดนทุรกันดาร

การรุกรานของมนุษย์

ปัจจัยสุดท้ายทำให้เกิดทะเลทรายนั่นคือ มนุษย์เราเองนี่แหละ หากยังจำกันได้เราคงเคยได้ยินข่าวภูเขาหัวโล้นทางภาคเหนือของบ้านเรา นั่นแหละคือตัวอย่างชัดที่สุด การรุกรานถางป่า เผาป่า ทำเกษตรไร่เลื่อนลอย ตัดไม้ต้นน้ำ พวกนี้จะทำให้ระบบนิเวศน์เสีย ป่าหาย กลายเป็นเขาหัวโล้นและทะเลทรายในที่สุด หวังว่าเราคงไม่อยากให้เกิดทะเลทรายในบ้านเรานะ

เฟนเน็คฟ็อกซ์ จิ้งจอก ทะเลทราย

FennecFox-sandmountain

แม้ทะเลทรายเป็นสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ร้อน จนเหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ แต่เอาจริงๆ ทะเลทรายบางแห่งก็มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เหมือนกัน บางชนิดมีความพิเศษในตัวเองอีกต่างหาก เหมือนกับ สัตว์ประจำทะเลทรายของเราวันนี้ มันคือ เฟนนิก จิ้งจอกทะเลทรายผู้ปราดเปรียวนั่นเอง

ลักษณะทางกายภาพ

เฟนนิก หรือ หมาจิ้งจอกเฟนเนก ชื่อของมันมาจากภาษาอาหรับรูปร่างเป็นสัตว์คล้ายกับสุนัข แต่ว่ามีจุดเด่นเรื่องความเล็กพวกมันเป็นสายพันธุ์ที่เล็กสุดในโลก ตัวโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักเพียงแค่ 1.75 กิโลกรัมเท่านั้น ลำตัวมีขนสีน้ำตาลอ่อนทำหน้าที่สะท้อนความร้อนตอนกลางวัน และเก็บความอบอุ่นตอนกลางคืน (ขนสีนี้จะช่วยให้มันอำพรางตัวเองจากศัตรูและเข้าใกล้เหยื่อได้ดีอีกด้วย) ดวงตาสีดำ จมูกยื่นออกมาเล็กน้อย จุดอีกหนึ่งคือ ใบหูยาวกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น มองโดยรวมเหมือนสุนัขพันธุ์เล็กน่ารักทั่วไป

พฤติกรรมมทั่วไป

สุนัขจิ้งจอกเฟนเนก พฤติกรรมของพวกมันจะชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่ฝูงไม่ใหญ่มาก(เพื่อให้เคลื่อนย้ายได้คล่องตัว) เฟนเนกมักจะหากินเวลากลางคืน จานโปรดของพวกมันคือ แมลง ไข่นก และผลไม้ ในทางกลับกันมันก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อของสัตว์กินเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่าในพื้นที่นั้นด้วยเช่นกัน

อุ้งเท้าที่เกิดมาเพื่อทะเลทราย

สัตว์ชนิดใดก็ตามอาศัยอยู่ในทะเลทรายไม่ง่ายเลย พวกมันจะต้องมีอาวุธเด็ดสำหรับเอาตัวรอดให้ได้ภายใต้ดินแดนอันร้อนแล้งแห่งนี้ เฟนเนกเองก็เช่นกัน มันมีอุ้งเท้าพิเศษที่ช่วยให้มันเอาตัวรอดได้อย่างแรกอุ้งเท้าของมันหนาจนทำให้ความร้อนทำอะไรเท้ามันไม่ได้ อีกทั้งอุ้งเท้านี้เวลาเดินจะเงียบมากทำให้เฟนเนกเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว เข้าหาเหยื่อแบบไม่ทันตั้งตัวรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นอาหารไปแล้ว

หู อวัยวะแห่งความอยู่รอด

อีกหนึ่งอวัยวะสำคัญมากต่อการอยู่รอดของเฟนเนกในทะเลทราย นั่นคือ หู เราอาจจะสงสัยว่าทำไมหูมันถึงใหญ่นัก มันมีสาเหตุสองประการ หนึ่งหูของมันจะมีไว้เพื่อฟังเสียงที่เกิดขึ้นในเขตทะเลทราย ฟังทั้งการเคลื่อนไหวของเหยื่อ และ การเคลื่อนไหวของศัตรูที่อาจจะเข้ามาทำร้ายมันก็ได้ หากมีอะไรผิดปกติมันจะได้ไหวตัวทัน สอง หูจะมีหน้าที่ระบายความร้อนออกไป

สุนัขเฟนเนกเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ตัวเล็ก น่ารัก น่ากอด ทำให้หลายคนอยากจะนำสุนัขพันธุ์ดังกล่าวมาเลี้ยง ยิ่งบ้านเราเป็นเมืองร้อนน่าจะเข้ากับมันได้อย่างไม่ยาก อีกอย่างใครจะนำมาเลี้ยงต้องเข้าใจก่อนนะว่า มันเป็นสัตว์ที่ซนมาก อยากรู้อยากเห็น เป็นที่สุด หากจะเลี้ยงต้องฝึกกันนานหน่อยไม่งั้นบ้านเละแน่

เมืองแห่งการพนันลาสเวกัส กลางทะเลทรายเนวาดา

las-vegas-capital-city

เมื่อเอ่ยถึงเมืองลาสเวกัสสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกพร้อมใจกันนึกถึงนั่นคือเรื่องของเมืองแห่งการพนันที่อาจเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคงไม่ผิดแปลกไปเท่าไหร่นัก มีการยกฉายาให้ว่าเมืองแห่งบาปบ้างก็เมืองแห่งแสงสี ขณะที่นักเขียนชาวสหรัฐฯ ท่านหนึ่งเคยให้นิยามของเมืองแห่งนี้ไว้ว่า America’s Playground หรือสนามเด็กเล่นของคนอเมริกัน ทุกค่ำคืนของเมืองแห่งนี้เปรียบได้กับเมืองอันไม่เคยหลับใหล เต็มไปด้วยแสงสี คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วโลกเพื่อหวังมาเสี่ยงดวงกับการเล่นพนันบนพื้นที่ทะเลทรายของรัฐเนวาดา เมืองหลวงแห่งการพนันทั้งปวง

เมืองหลวงของการพนัน ลาลเวกัส

ในอดีตเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่ไม่เคยได้รับความสนใจเท่าไหร่ด้วยซ้ำ มองไปตรงไหนก็พบเจอแต่ทะเลทรายแม้แต่ถนนจะตัดผ่านยังแทบไม่มี อาชีพของประชาชนส่วนใหญ่คือการทำเหมืองหิน, ค้าขาย กระทั่งเกิดแนวความคิดต้องการพัฒนาเมืองแห่งนี้ให้มีความเจริญก้าวหน้าสูงสุด รัฐบาลสหรัฐฯ จึงได้ตัดสินใจให้ลาสเวกัสกลายเป็นสถานที่ของบ่อนคาสิโนจำนวนมาก กลายเป็นเมืองทางผ่านที่มักมีผู้คนแวะมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสายโดยถนนเส้นหลักจะตัดผ่านไปยังชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศ นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาลาสเวกัสกลายเป็นเมืองที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพราะได้กลายเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่แห่งวงการพนัน ทั้งบ่อนคาสิโนที่มีการเล่นพนันครบทุกประเภท, การเต้นระบำเอาใจบรรดาแขกผู้มาเสี่ยงโชค ส่งผลให้แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาชนิดไม่ขาดสาย

จากความเจริญก้าวหน้าแบบต่อเนื่องทำให้ภายในเวลาไม่กี่ปีเมืองแห่งนี้ได้สร้างตึกรามขนาดใหญ่โต หรูหรา โอ่อ่า ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายสูงสุด มีการสร้างแบบจำลองสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกเอาไว้ในเมืองมากมาย เช่น เทพีเสรีภาพของมหานครนิวยอร์ก, หอไอเฟลของกรุงปารีส ฝรั่งเศส, นาฬิกาบิ๊กเบนแห่งกรุงลอนดอน อังกฤษ หรือพีระมิดแห่งอียิปต์ก็มีให้ได้เห็นกัน นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความหรูหรา ความสุดยอดของเมืองหลวงแห่งการพนันเมืองนี้เท่านั้นหากใครได้มีโอกาสสัมผัสจริงๆ จะพบกับความตระการตาอีกมากมาย

ใครต้องการเสี่ยงโชคแบบถึงใจการได้มีโอกาสเดินทางไปยังลาสเวกัสจะทำให้ฝันของคุณเป็นจริงได้ไม่ยาก จากเมืองกลางทะเลทรายของรัฐเนวาดาที่ลองย้อนกลับไปกว่า 30 ปีที่แล้วคงไม่มีใครอยากเชื่อว่ามันจะพัฒนาไปได้ไกลขนาดนี้ ปัจจุบันลาสเวกัสคือศูนย์กลางแห่งวงการคาสิโนที่ทุกคนพร้อมจะเดินเข้ามาหาเพื่อเสี่ยงโชค ท่องเที่ยว สร้างความสำราญใจให้กับตนเองอย่างไม่รู้จักเบื่อ เป็นเมืองที่เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์กลางทะเลทรายเนวาดา

The-Magic-Mountains-in-Nevada.

ขึ้นชื่อว่างานศิลปะไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่บนพื้นที่ที่โดดเด่นด้วยแสงไฟ ห้อมล้อมด้วยห้องแอร์เย็นๆ หรืองานประติมากรรมเก่าๆ เพียงอย่างเดียว แม้แต่พื้นที่กลางทะเลทรายสำหรับคนมีความคิดในการสร้างงานศิลปะก็สามารถสร้างให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้จริงโดยการเลือกใช้ความสามารถของตนเองมานำเสนอผ่านผลงานศิลปะชั้นยอดในรูปแบบแห่งความแปลกใหม่จนต้องอ้าปากค้างสำหรับคนที่มีโอกาสได้สัมผัสกับของจริง พื้นที่บนทะเลทรายเนวาดามีจุดหนึ่งถูกยกให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์ สุดยอดงานศิลปะขั้นเทพเกินบรรยาย

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์ท่ามกลางทะเลทรายเนวาดา

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์คือสถานที่สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมสาธารณะแห่งหนึ่งของ อูโก รอนดินโอนี เขาคือศิลปินสื่อผสมชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เลือกพื้นที่แห่งนี้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะตามความต้องการของตัวเองด้วยการใช้ระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี งานศิลปะของเขาจะมีกลุ่มหินขนาดยักษ์ทั้งหมด 7 ต้น ทุกๆ คนจะมีปริมาณหินตั้งแต่ 3-6 ก้อน จากนั้นมีการนำมาวางซ้อนกันจนได้ชื่อว่าเทือกเขาเวทมนตร์กลางทะเลทรายเนวาดา ตั้งอยู่ตอนใต้ของลาสเวกัส ความพิเศษของหินแต่ละก้อนที่ถูกจัดแสดงเอาไว้นั่นคือมีการทาสีสันเพื่อให้ดูสวยงาม เช่น สีเหลือง, สีชมพู, สีน้ำเงิน, สีม่วง, สีส้ม และสีอื่นๆ ที่อยู่ในตระกูลนีออนเรืองแสง มีการจัดกลุ่มให้เป็นโทเท็มสไตล์การต่อต้านแรงโน้มถ่วงในระดับความสูง 30-35 ฟุต เป็นการแสดงออกถึงรอยต่อระห่างมนุษย์กับธรรมชาติเทียม มีการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง การล่มสลาย ให้ได้ทำความเข้าใจกันอีกด้วย เป็นผลงานศิลปะกลางทะเลทรายที่คิดว่าคงหาได้ยากในการลงมือทำระดับ 5 ปีเพื่อต้องการนำเสนอความเป็นตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด เป็นอีกตัวอย่างการสร้างแรงบันดาลใจชั้นดีให้กับคนอื่นๆ ทุกคนที่ชื่นชอบงานศิลปะได้มองคุณค่าความเป็นตัวเองพร้อมทั้งสื่อให้เห็นว่าธรรมชาติไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นความสมดุลที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับทุกคนที่อาศัยบนโลกใบนี้ให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง รวบรวมความคิดต่างๆ ไว้ได้อย่างน่าสนใจเกินกว่าคนทั่วไปคิด

ผลงานดังกล่าวนี้ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2016 โดยจะเปิดให้ผู้สนใจทุกคนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับความงดงาม ความเหนือชั้นด้านสถาปัตยกรรม น่าเสียดายที่ผลงานพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวทมนตร์ท่ามกลางทะเลทรายชุดนี้จัดแสดงเอาไว้แค่ 2 ปี และพึ่งทำการถอนการติดตั้งเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ถือว่าได้พบรู้จักกับความแปลกใหม่ ไมเหมือนใคร เป็นสถาปัตยกรรมชั้นเลิศควรค่ากับการได้รับคำยกย่อง คำสนับสนุนทุกประการ

เนวาดาประกาศเปิด “เสรีกัญชา”

marijuana

ยาเสพติดประเภทหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายก็คือ กัญชา แม้ในยุคนี้จะมีหลายคนออกมาเรียกร้อง พยายามบอกข้อดีของการสูบกัญชากระนั้นยังคงถูกมองว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี แต่ก็มีบางประเทศที่ยอมให้บางเมืองของพวกเขาสามารถซื้อ-ขาย สูบกัญชาได้อย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขที่ทางรัฐบาลได้กำหนดเอาไว้ เหมือนกับรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ ที่เวลานี้ได้มีการประกาศเปิดเสรีกัญชาเรียบร้อย ส่งผลให้เมืองนี้ยิ่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอีกไม่น้อย

เสรีกัญชาที่รัฐเนวาดา

ในอดีตทุกคนจะคุ้นกับคำว่า เมืองแห่งบาปของลาสเวกัส รัฐเนวาดา มันอย่างมาก แต่ทุกวันนี้เนวาดาไม่ใช่เรื่องเมืองอันโด่งดังด้วยบ่อนคาสิโนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปเพราะเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 รัฐเนวาดาได้กลายเป็นรัฐที่ 5 ของสหรัฐฯ ที่มีการอนุญาตให้วางขายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในเมืองลาสเวกัส เหตุผลก็เพื่อนำมาใช้สำหรับความบันเทิงเพลิดเพลินส่วนบุคคล ทำให้เมื่อมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการผู้คนจำนวนมากต่างเดินทางไปยังรัฐแห่งนี้เพื่อรอซื้อกัญชาถูกกฎหมายแบบถล่มทลาย ปกติแล้วในแต่ละปีลาสเวกัสจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวผู้รักการเสี่ยงโชคจำนวนมาก ยิ่งทำให้เชื่อกันว่าเมืองทางรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจให้เมืองแห่งนี้เปิดการขายกัญชาแบบเสรีได้จะยิ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเยอะกว่าเดิมแน่นอน มีการคาดการณ์ถึงรายที่ลาสเวกัสจะได้รับจากการขายกัญชาแบบถูกต้องตามกฎหมายภายในระยะเวลา 2 ปี คือ 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เอาแค่นักท่องเที่ยวที่เข้ามายังเมืองแห่งนี้ต่อปีก็ตกราว 42 ล้านคน เมื่อมีการเปิดเสรีกัญชาขนาดนี้ยิ่งทำให้มีความเชื่อมั่นว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาอีกนับไม่ถ้วนพร้อมแซงหน้าเมืองหลวงแห่งกัญชาอย่างกรุงอัมสเตอร์ดัม ฮอลแลนด์ แบบไม่เห็นฝุ่นได้สบายๆ

กฎหมายสำหรับการซื้อกัญชาของทุกคนที่เดินทางมายังเมืองนี้ก็คือต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป สามารถเข้าไปซื้อได้ ณ ร้านขายกัญชาที่ได้รับอนุญาตให้วางขายเท่านั้น อย่างไรก็ดีแม้จะสามารถเปิดขายกัญชาได้อย่างเสรีแต่กฎหมายอีกข้อที่ค่อนข้างแรงพอสมควรสำหรับการสูบกัญชาในเมืองนี้คือห้ามสูบบริเวณพื้นที่สาธารณะเป็นอันขาด ดังนั้นใครคิดจะเดินทางไปยังลาสเวกัส รัฐเนวาดาเพื่อซื้อกัญชาสูบก็ต้องเข้าใจในกฎระเบียบที่ทางเมืองตั้งเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นแม้จะซื้อมาอย่างถูกกฎหมายแต่ถ้าหากไปทำไม่ถูกต้องก็กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายขึ้นมาได้ทันที งานนี้บอกเลยว่ายิ่งเป็นการเพิ่มความขลังของฉายา เมืองแห่งบาป ได้อีกหลายเท่าสำหรับลาสเวกัส สุดยอดสถานที่อันแสนเสรีแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้

ทะเลทรายเนวาดา Area 51 คือพื้นที่ของอะไร

desert

บนโลกใบนี้ยังคงมีพื้นที่แห่งความลับที่พยายามหาคำตอบกันว่ามันมีจริงหรือไม่ บริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีความน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน อย่างพื้นที่อันแสนโด่งดังที่หลายคนหาความจริงกันอยู่ตลอดนั่นคือ Area 51 พื้นที่ส่วนหนึ่งของทะเลทรายเนวาดาอันโด่งดัง บ้างก็ว่านี่คือพื้นที่ลับสุดยอดสำหรับการสร้างกองกำลังของสหรัฐฯ พัฒนาวิจัยเอเลี่ยนเผื่อว่าวันหนึ่งพวกมันเข้ามาบุกโลกและอื่นๆ อีกมากมายเกินกว่าจะทำความเข้าใจกันได้

พื้นที่ Area 51 บนทะเลทรายเนวาดา

หากระบุกันตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา Area 51 คือ ฐานทัพขั้นลับสุดยอดของกองกำลังสหรัฐฯ เป็นสถานที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวลึกเข้าไปยังพื้นที่ต้องห้ามสุดกว้างใหญ่ของรัฐบาลตั้งอยู่บนพื้นที่ทะเลทรายนาวาดา สำหรับคนที่คิดต้องการเข้าไปสัมผัสด้วยตนเองก็ต้องใช้เวลาในการขับรถทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลาสเวกัสราว 2 ชม. ว่ากันว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนพื้นที่การทดลองของกองทัพสหรัฐฯ มากมาย โดยพื้นที่บางแห่งที่โด่งดังมีชื่อว่า Groom Lake กับ Papoose Lake สำหรับ Area 51 เป็นพื้นที่สำหรับฝึก พัฒนาโครงการลับสุดยอดทางการทหาร เน้นหนักไปยังเรื่องเครื่องบินสอดแนม เทคโนโลยีด้านการบินต่างๆ ข่าวลืออันเกี่ยวข้องกับ Area 51 ค่อยๆ เพิ่มความน่าสนใจมาเรื่อยๆ จนมีคนสงสัยว่าสรุปมันคือเรื่องจริงหรือไม่ มีอะไรซ่อนอยู่ในฐานทัพลับแห่งนี้ เคยมีประชาชนบางกลุ่มรายงานออกมาว่า มีวัตถุประหลาดลอยเหนือฐานทัพ ขณะที่บางส่วนก็ถึงขั้นคิดทำนองว่า กองทัพเลือกใช้ฐานทัพลับเพื่อศึกษาด้านจานบินพร้อมกับมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาได้จับกุมมาไว้ได้

รายละเอียดทั่วไปของ Area 51 พื้นที่นี้คือพื้นที่เขตหวงห้ามแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลาสเวกัสระยะทาง 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ ตะวันออกทางหลวงสาย 375 ถนนกรูม เลค ใกล้เมืองราเชล รอบพื้นที่ถูกล้อมไว้ด้วยเขตทดลองแห่งรัฐนาวาดา พร้อมทั้งเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพอากาศเนลลิส ส่วนชื่อ Area 51 มาจากจุดที่ตั้งบนแผนที่ของเขตทดลองแห่งนี้นั่นเอง อย่างที่พอรู้กันว่าคนส่วนมากเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวมีจริงใน Area 51 มีจานบินขนาดใหญ่ถูกซ่อนเอาไว้พร้อมการทดลองของมนุษย์ต่างดาวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและอื่นๆ อีกมากมาย

จากสิ่งทีเกิดขึ้นทำให้มีกระแสความน่าสนใจจากคนทั้งโลกหลั่งไหลมายัง Area 51 เยอะมาก ขนาดทางการสหรัฐฯ ยังต้องรีบออกมาประกาศว่ามันไมได้มีอะไรจริงๆ สถานที่นี้เอาไว้ซ้อมรบของบรรดากองทัพอากาศสหรัฐฯ เท่านั้น เป็นความน่าสนใจที่ใครอยากไปสัมผัสดูก็เชิญได้ตามสะดวกเพียงแต่คงไม่ได้ไปใกล้อะไรมากมายชนิดเห็นเต็มสองลูกตาอะไรทำนองนี้

RENO เมืองเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในทะเลทรายเนวาดา

reno-nevada-town

สำหรับคนที่คุ้นชินกับรัฐเนวาดา รัฐอันได้ชื่อว่าเป็นเมืองทะเลทรายแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ คงคุ้นแต่ชื่อเมืองอย่างลาสเวกัส ส่วนหนึ่งมาจากลาสเวกัสเปรียบดังศูนย์กลางของคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลก นักเสี่ยงโชค นักท่องเที่ยวจำนวนมากหากเลือกเดินทางมารัฐเนวาดายังไงก็ต้องนึกถึงลาสเวกัสกันอยู่แล้ว แต่จริงๆ เมืองอื่นในรัฐนี้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันหรือบางเรื่องอาจน่าสนใจให้ได้ลองค้นหามากกว่าอีก อย่างเมืองที่จะขอแนะนำให้ได้รู้จักกันก็คือ RENO เมืองเล็กๆ ของรัฐเนวาดาแต่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองใหญ่ที่สุด

เมืองเล็กๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก RENO

ในอดีตเมือง RENO ยังไม่ได้มีความเจริญก้าวหน้าอะไรมากมายนักเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่คือทะเลทรายทำให้อาชีพของพวกเขาแต่ไหนแต่ไรมาจากการเลี้ยงสัตว์, ทำเหมืองหิน กระทั่งเมื่อรัฐเนวาดาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการเปิดบ่อนคาสิโนเสรีทำให้เมือง RENO เองก็ได้รับอานิสงนี้ไปด้วย ส่งผลให้อาชีพของประชากรในเมืองอีกส่วนได้แก่การทำงานในธุรกิจการพนัน นอกเหนือจากการทำงานแล้วเมือง RENO แห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองสำหรับคนรักกีฬาแนวเอ็กซ์สตรีมด้วยเหมือนกัน ใครเคยมีโอกาสผ่านมายังเมืองแห่งนี้จะพบป้ายเล็กๆ เขียนระบุไว้ว่า The Biggest Little City in the World หรือ เมืองเล็กๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นคำขวัญของเมืองที่ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1929 เป็นคำสั้นๆ แต่บ่งบอกความหมายของเมืองแห่งนี้ไดชัดเจนมาก ทุกคนเมื่อเดินทางมายังเมืองแห่งนี้ต้องประทับใจกับความเพียบพร้อมในทุกๆ ด้านสมฉายาเสียจริง ทั้งเรื่องของร้านอาหารแสนอร่อย, ร้านกาแฟนั่งชิลล์, แหล่งการพนันที่เล่นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย, พิพิธภัณฑ์, สวนสัตว์, ศูนย์วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมายที่รอให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส

RENO เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งตรงกลางทะเลทรายภายใต้ร่มเงาของเทือกเขาเนวาดาซึ่งมีหิมะปกคลุม สำหรับใครหากไมได้มีจุดประสงค์จะเข้ามาเล่นคาสิโนที่นี่ยังมีกิจกรรมสุดผาดโผนสำหรับคนรักแนวนี้ไว้ให้สนุกสนานเพียบ ส่วนกีฬาโปรดของคนเมืองนี้คือ โบว์ลิ่ง ถึงขนาดมีการทำสนามโบว์ลิ่งแห่งชาติจนได้รับการขนานนามว่าเป็นสนามโบว์ลิ่งสนามที่ดีที่สุดและมีโบว์ลิ่งมาตรฐานแห่งแรกของโลก มีโรงภาพยนตร์แบบหลังคาโดม 360 องศา แห่งแรกของโลกอีกต่างหาก

แค่เห็นการพัฒนาไม่หยุดยั้งของเมือง RENO คงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าสมกับการเป็นเมืองเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลทรายเนวาดา แม้จะมีขนาดเล็กแต่เมื่อทุกคนร่วมมือร่วมใจกันก็ทำให้เมืองนั้นๆ ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ใครไปเที่ยวก็อย่าลืมแวะไปเสียเงินได้เลย

พายุทะเลทรายความน่ากลัวของธรรมชาติ

Sandstorm-sandmoutain

ในแต่ละปีประเทศที่อยู่ใกล้กับเขตทะเลทราย มักถูกโจมตีโดยพายุทะเลทรายขนาดมหึมา พายุทะเลทรายนั้น ถือกำเนิดมาจากความชื้นในอากาศไปสัมผัสกับความร้อน โดยเป็นลมร้อนจากบริเวณอันแห้งแล้ง เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดการผสมผสานกัน จะทำให้เกิดลมมีกำลังแรง และลมนี้จะพัดพาเอาฝุ่นรวมถึงเม็ดทรายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กระแสลมจะพัดไปเรื่อยๆ พร้อมหอบเอาฝุ่นต่างๆ จนเกิดเป็นเมฆสีน้ำตาลขนาดมหึมาเคลื่อนที่ตามกระแสลม พายุทะเลทรายมักเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนของประเทศที่อยู่ใกล้กับทะเลทรายเช่น ออสเตรเลีย , ภูมิภาคตะวันตกของสหรัฐ , ปากีสถาน , จีน เป็นต้น

ในปัจจุบันการเกิดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้พายุทรายมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใน 1 ปีสามารถเกิดขึ้นได้มากกว่า 100 ครั้ง พายุทะเลทรายสามารถอุ้มทรายและฝุ่นสูงขนาด 5 กิโลเมตร นอกจากนี้อาจมีฝุ่นละอองมากถึง 80 ล้านเมตริกตัน ความใหญ่ของพายุอาจกว้างมากถึง 500 กิโลเมตร เมื่อเกิดพายุนี้จะทำให้การมองเห็นลดต่ำลงมาก อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างมลพิษทางอากาศอย่างร้ายแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากพายุทะเลทรายมากถึง 1000 คนต่อปี โดยในเมืองใหญ่ๆในหลายๆประเทศเช่น Sydney ก็เคยผจญกับพายุทรายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ประชาชนจึงต้องระมัดระวังตัวให้ดี พายุทะเลทรายมักเกิดในช่วงหน้าร้อน บางพื้นที่นักพยากรณ์อากาศสามารถทำการวิเคราะห์แนวโน้มการจะเกิดขึ้นได้

ข้อแนะนำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพายุทะเลทราย

  • ให้จับตัวอยู่กันเป็นกลุ่ม อย่าออกจากกลุ่มในช่วงที่มีพายุ อาจพลัดหลงได้ ให้จับมือหรือเกี่ยวแขนกันเอาไว้
  • อย่าเข้าไปในพายุทะเลทราย *กรณีหลีกเลี่ยงได้
  • ถ้ามองเห็นว่า พายุทะเลทรายกำลังใกล้เข้ามาและคุณอยู่ในรถที่สามารถขับออกไปได้ ควรจะหนีออกจากพายุหรืออ้อมไป พายุทะเลทรายบางลูกมีความเร็วมากกว่า 120 กิโลเมตร/ชม. แต่ส่วนมากแล้วจะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่านี้ พยายามหนีออกจากมัน แต่ก็ไม่ควรใช้ความเร็วมากเกินไป ถ้าพายุตามมาทัน ให้หยุดรถและเตรียมตัวรับกับพายุ เพราะเมื่อมันมาการมองเห็นจะลดลงทันทีในเวลาอันรวดเร็ว
  • ถ้าอยู่ในบ้าน ให้รีบปิดหน้าต่างและประตูรอจนกว่าพายุจะสงบ
  • หากติดอยู่ในพื้นที่ใดๆ ให้มองหาก้อนหินขนาดใหญ่หรือเนินที่สามารถป้องกันตัวเราได้
  • อย่าหลบในคูหรือท้องร่องเด็ดขาด เนื่องจากอาจเกิดน้ำท่วมได้แม้จะไม่มีฝนตก เพราะเมื่อเกิดพายุทะเลทรายเม็ดฝนมักถูกทำให้แห้งก่อนตกถึงพื้น แต่อย่างไรก็ตามอาจเกิดฝนตกในพื้นที่อื่นได้ ทำให้คูน้ำหรือลำธารเล็กๆรวมทั้งพื้นที่ต่ำมักเกิดน้ำท่วมอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่ทะเลทรายไม่มีน้ำ

valley-moon-atacama-desert-chile

หลายๆ คนคงเคยเกิดความสงสัยไม่มากก็น้อย ว่าทำไมพื้นที่ซึ่งเป็นทะเลทรายทำไมถึงไม่มีน้ำ วันนี้เราเลยไปหาคำตอบมาให้แล้วค่ะ  อันเนื่องมากจาก  สภาพปราศจากฝนบวกกับอุณหภูมิร้อนจัดมาเจอกัน ส่งผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเป็นศูนย์ตลอดปี แม้บางครั้งมีจะฝนตกบ้าง แต่ด้วยความที่อากาศร้อนจัดมากๆ จึงทำให้น้ำฝนระเหยไปก่อนที่เม็ดฝนจะตกถึงพื้นทรายด้วยซ้ำ แต่ยกเว้นกรณีเกิดห่าฝนนะคะ  และเมื่อน้ำเหล่านี้ตกสู่เบื้องล่าง น้ำก็จะไหลซึมลงไปใต้ดินสะสมจนกลายเป็นน้ำ oasis โดยเป็นแหล่งน้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด  ท่ามกลางพื้นที่อันแห้งแล้ง

ทะเลทราย Sahara เป็นทะเลทราย มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร จึงทำให้กลายเป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดใหญ่เท่ากับประเทศอเมริกา ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา อุณหภูมิของทะเลทราย Sahara ตามสถิติอุณหภูมิสูงสุดในเวลากลางวันคือ  57 องศาเซลเซียส และมีเนินทรายซึ่งสูงที่สุดในโลกขนาด 465 เมตร

ทะเลทรายแห่งนี้มีฝนตกไม่เกินปีละ 25 เซนติเมตร แต่ล่ะคราวฝนตกไม่สม่ำเสมอ แต่ครั้งที่ตกแรงมากที่สุดสามารถทำให้ลำธารเล็กๆ ตามหุบเขากลายสภาพเป็นแม่น้ำได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่วนคำถามสำคัญ ซึ่งนักภูมิศาสตร์ล้วนพากันสงสัยมาอย่างยาวนานคือ Sahara เกิดมาได้อย่างไร เนื่องจากนักโบราณคดีได้ขุดพบเมล็ดพืช ในหลายแห่งของทะเลทรายแห่งนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าในอดีตหลายพันปีก่อน  Sahara  เคยเต็มไปด้วยหญ้าอันเขียวขจี มีต้นไม้ขึ้นอุดมสมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้  Sahara มองไปทางไหนก็มีแต่ผืนทรายอันแห้งแล้ง ไร้แววของสิ่งมีชีวิต

จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดจึงให้ได้ทำตอบว่า เดิมทีอากาศใน Sahara อบอุ่นรวมทั้งมีต้นไม้ใบหญ้ามากมาย แต่พอเวลาผ่านไปกว่า 2,000 ปี ได้เกิดเหตุการณ์ภัยแล้งซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 400 ปี จึงทำให้ผู้คน ที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทะเลทราย Sahara ต้องพากันอพยพย้ายไปอยู่ตามลุ่มน้ำไนล์ ส่วนสาเหตุของการเกิดภัยแล้งระดับใหญ่โตนี้ เกิดจากแกนของโลกได้เปลี่ยนระดับการเอียง ทำให้ฤดูร้อนในซีกโลกทางเหนือมีอุณหภูมิลดลง  รวมทั้งลมมรสุมซึ่งพัดมาจากมหาสมุทรอินเดียเพื่อนำฝนมายัง Sahara ต่อมาพายุฝนนี้อ่อนกำลังลงมาก ไม่สามารถนำฝนมายัง Sahara ได้เช่นเคย พอไม่มีน้ำหรือน้ำน้อยกว่าเดิมมาก จึงทำให้ต้นไม้และพืชต่างๆต่างพากันล้มตาย วงจร  400 ปีนี้ได้ทำให้ต้นไม้ใน Sahara หายสาบสูญไปหมด Sahara เลยกลายเป็นทะเลทรายมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย

การเอาตัวรอดและดูแลตนเองในทะเลทราย

ทะเลทรายตามที่เราเห็นในภาพยนตร์หรือสารคดีต่างๆ คือแผ่นดินที่มีแต่ทรายเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง แม้แต่น้ำสักหยดก็ช่างเป็นเรื่องยากเย็น แสงแดดแรงจัดคอยแผดเผาตลอดเวลาราวกับอยู่ในนรก มิหนำซ้ำยังมีพายุทะเลทรายอันพร้อมจะทำลายล้างทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีความหวังนั้น ถ้าเรามีข้อมูลการเอาตัวรอดในทะเลทราย ก็จะพอช่วยต่อชีวิตของเราได้บ้าง วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า วิธีเอาตัวรอดในทะเลทราย ต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

1.เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

ควรจะเลือกเสื้อผ้าช่วยลดการเสียเหงื่อ เพราะเหงื่อคือน้ำในร่างกายแบบออกมาง่ายที่สุด ควรหาซื้อเสื้อผ้าสีขาวที่มีข้อความ UPF 30 + ติดอยู่มันคือเสื้อผ้าซึ่งออกแบบมาให้ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต คุณสมบัติคือระบายอากาศได้ดีแถมช่วยกันความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึง แว่นกันแดด ผ้าปิดจมูกปาก เพื่อกันทรายเข้าตาหรือเผลอสูดดมเข้าไป นอกจากนี้คุณต้องมีผ้าห่มติดไปด้วยเผื่อต้องเดินทางในตอนกลางคืน ทะเลทรายกลางวันแม้จะร้อนระอุ แต่ตอนกลางคืนกลับหนาวมาก

2.น้ำดื่มต้องเพียงพอ

การเลือกอาหารควรเป็นอาหารให้พลังงานสูงแต่น้ำหนักเบาเช่น สแน็คบาร์แบบให้พลังงานสูง แต่ในทะเลทรายน้ำจัดว่ามีความสำคัญมากกว่าอาหาร เพราะฉะนั้นให้เลือกอาหารน้ำหนักเบา จะได้มีแรงเหลือไว้แบกน้ำนั่นเอง

3.พกอุปกรณ์ดีช่วยให้รอด

เช่น เชือก , ชุดปฐมพยาบาล , อุปกรณ์ก่อไฟ , ไฟฉาย ,  มีด ,  เข็มทิศ , หลอดดูดน้ำมหัสจรรย์ , เต็นท์ , ผ้าห่ม , กระจกเอาไว้สะท้อนกับแสงอาทิตย์ให้สัญญาณ  เป็นต้น

4.วิธีมองหาแหล่งน้ำ

สังเกตจากสิ่งรอบตัว เช่น
1.บริเวณที่มีนกบินวนหลายๆ เป็นฝูง มักจะมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ
2.บริเวณที่มีแมลง ต่างๆ มักจะมีพื้นที่ความชื้นอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น
3.โขดหินลาดเอียง และเป็นหินไม่มีรูให้คิดเอาไว้ก่อนว่าบริเวณพื้นตรงฐานของหินอาจจะเต็มไปด้วยน้ำ แต่ต้องขุดลงลึกไปเสียหน่อย เมื่อคุณขุดลงไปประมาณ 30 ซม. แล้วพบว่าหลุมเริ่มมีความชื้น ให้เริ่มขยายปากหลุมวงรอบประมาณ 30 ซม. หลังจากนั้นรอสัก 30 นาที คุณก็จะได้น้ำดื่ม สิ่งสำคัญคือต้องต้มน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อโรค หรือใช้หลอดดูดน้ำมหัศจรรย์ก็ได้ถ้าคุณพกมาด้วย

อยู่ให้ห่างจากสัตว์ร้ายต่างๆ

สิ่งที่เราควรระวังที่สุดในทะเลทรายไม่ใช่สัตว์ตัวใหญ่เห็นได้ชัด แต่เป็นสัตว์จำพวกพวกงูและแมลงมีพิษ พวกนี้มักจะอยู่ตามซอกหิน หรือซ่อนตัวมากับทราย ก่อนที่เราจะตั้งแคมป์หรือหยุดพักควรเช็คอย่างรอบคอบเสียก่อน