ทะเลทรายมหัศจรรย์ที่จะทำให้เราอึ้ง ทึ่ง

White desert

ทะเลทรายเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยมีอยากไปเที่ยวมากนัก เพราะเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง น่าหดหู่ แต่เอาเข้าจริงทะเลทรายเองก็มีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเอง ทะเลทรายบางแห่งมีความน่าสนใจ จนต้องเรียกว่ามหัศจรรย์ได้เลย วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักทะเลทรายที่มีความมหัศจรรย์จนเราต้องอึ้ง ทึ่ง เลยทีเดียว

 

ทะเลทรายสีขาว

เริ่มกันที่ประเทศเม็กซิโก ตรงนั้นมีทะเลทรายแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า ทะเลทรายสีขาว เอาแค่ชื่อก็แปลกแล้ว เพราะว่าทะเลทรายที่เราคุ้นเคยต้องเป็นสีน้ำตาลจากทราย แต่ทะเลทรายแห่งนี้เป็นสีขาวโพลนจนเหมือนกับดินแดนในฝันยังไงยังงั้น ทะทรายสีขาวที่มีพื้นที่กว่า 700 ตารางกิโลเมตรนี้เกิดจากแร่ยิปซั่มที่ปนอยู่ในเนื้อทรายนั่นเอง ทำให้ทะเลทรายสีขาวนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งแร่ยิปซั่มที่ใหญ่สุดในโลกไปในเวลาเดียวกัน

White sea salt

ทะเลสีขาวเกลือ

อีกหนึ่งทะเลทรายสีขาวเหมือนกันอยู่ที่ประเทศโบลิเวีย ใกล้กับเทือกเขาแอนดีส ทะเลทรายของที่นี่เป็นเหมือนกับทะเลเกลือขนาดใหญ่ พื้นที่กว้างมากถึง 10,000 ตารางกิโลเมตร ไฮไลต์ของที่นี่นอกจากความสวยงามของสีขาวบริสุทธิ์เกลือ ยังมีปรากฎการณ์อันน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาฝนตกจนทำให้เกิดน้ำขังในทะเลเกลือแห่งนี้ น้ำขังตรงนั้นจะกลายเป็นกระจกขนาดใหญ่ที่สะท้อนภาพบนฟากฟ้าให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นภาพที่สวยงามมาก

Sahara Desert

ทะเลทรายซาฮาร่า

ว่ากันเรื่องทะเลทราย ไม่พูดถึงสุดยอดทะเลทรายซาฮาร่าก็คงจะไม่ได้ ความมหัศจรรย์อย่างแรกพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 9 ล้านตารางกิโลเมตรและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ พื้นที่ตรงนี้คิดง่ายๆว่า ใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 18 เท่า ส่วนในทะเลทรายมีเนินทรายสูงต่ำคละเคล้ากันไป แถมยังเปลี่ยนรูปร่างได้จากแรงลมที่เข้ามาปะทะจนทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Sandstone mountain

ภูเขาหินทราย

ทะเลทรายแห่งต่อมา จะเรียกว่าทะเลทรายก็ไม่ถูกนัก เรียกว่าภูเขาหินทรายจะเหมาะว่า โดยทั่วไปเราอาจจะคุ้นตากับทะเลทรายที่เป็นราบ เรียบ เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ภูเขาหินทรายแห่งนี้แตกต่างไปจากนั้น ภูเขาหินทรายจะเป็นลวดลายริ้ว พลิ้วไหว เป็นลายเส้นสวยงามมาก ลองนึกภาพตามก็แล้วกัน ทางธรณีวิทยาเชื่อว่าสภาพนี้เกิดตั้งแต่ยุคจูราสิคโน่นเลย

White sea

ทะเลทรายขาว

อีกแห่งหนึ่งที่มีทะเลทรายสีขาว อยู่ในประเทศอียิปต์ ทะเลทรายแห่งนี้แม้ว่าจะมีขนาดเล็กที่สุดของประเทศอียิปต์ แต่มันแฝงความน่าอัศจรรย์เอาไว้ตรงที่ เค้ามีหินชอล์ครูปร่างประหลาดจนเกิดความคิดว่า มันมาได้ยังไง รวมถึงแรงลมที่ทำหน้าที่เป็นช่างตกแต่งหินเหล่านั้นให้เป็นรูปร่างต่างๆกัน โดยเฉพาะหินรูปเห็ดขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย มันน่าสนใจตรงนี้แหละ

5 อันดับทะเลทรายที่สวยเกินกว่าจะเป็นดินแดนอันแห้งแล้ง

Sonoran-Desert-Sand

หลายคนคิดว่าสถานที่สวยงามมักจะต้องมีนักท่องเที่ยวเดินทางมากมาย แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ความจริงเลย เพราะคุณจะหาความสวยงามสุดจินตนาการได้ในทะเลทรายหลายแห่งที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเราได้นำมาจัดอันดับ 5 สถานที่สวยงามที่สุดไปดูกันเลย

1.ทะเลทรายโซโนราน

โซโนรันเป็นทะเลทรายที่น่าทึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม 100,387 ตารางไมล์ของทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐแอริโซนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคลิฟอร์เนีย ทะเลทรายแห่งนี้ได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่าทะเลทรายอื่นๆ ที่มีปริมาณ 25 ถึง 35 ซม. ต่อปี เป็นที่รู้จักกันในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ เต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากกว่า 60 ชนิด, สัตว์เลื้อยคลาน 100 ชนิด, ปลา 20 ชนิด, นก 350 สายพันธุ์, พืชกว่า 2,000 ชนิด

2.ทะเลทรายซิมป์สันส์

ทะเลทรายซิมป์สันส์เป็นทะเลทรายที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ และอาจเป็นทะเลทรายที่สวยที่สุดในออสเตรเลีย มีพื้นที่แผ่กระจายไปทั่วกว่า 65,637 ตารางไมล์ มีเนินทรายคู่ขนานเป็นจุดดึงดูดสำคัญที่สุดของทะเลทรายแห่งนี้ เต็มไปด้วยเนินทรายมากกว่า 1,100 แห่ง ที่มีระยะทางยาวกว่า 200 กม ถือเป็นทะเลทรายแห้งแล้งมากเพราะได้รับฝนเพียง 150 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิฤดูร้อนเฉลี่ยอยู่ที่ 39 องศาเซลเซียส อาจสูงเกินกว่า 50 องศาเซลเซียสได้ในบางช่วงเวลา

3.ทะเลทรายอาหรับ

มีพื้นที่ครอบครองเกือบทั้งคาบสมุทรอาหรับมันเป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทะเลทรายอันตระการตานี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ขนาด 90,000 ตารางไมล์ ส่วนใหญ่อยู่ในอาณาเขตซาอุดิอาระเบีย ด้านเหนือของชายแดนทะเลทรายอาหรับไปจนถึงทะเลทรายซีเรียทางใต้ สภาพภูมิอากาศเป็นแบบกลางวันอากาศร้อนและกลางคืนที่หนาวจัด ในฤดูร้อนอุณหภูมิอาจสูงถึง 55 องศาเซลเซียส ส่วนที่ใหญ่ที่สุดถูกครอบครองโดย Rub’al Khali ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องของทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

4.ทะเลทรายเนเกฟ

ทะเลทรายเนเกฟครอบคลุมพื้นที่กว่าครึ่งของอิสราเอลกว่า 4,700 ตารางไมล์ สิ่งที่คุณเห็นในได้ทะเลทรายนี้คือหุบเขาลึกมากมาย ธรณีวิทยาที่สำคัญที่สุดของทะเลทรายเนเกฟคือหลุมอุกกาบาตที่มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า makhteshim ล้อมรอบด้วยหน้าผาที่สวยงามตระการตา มีอุทยานแห่งชาติตั้งอยู่ในหุบเขาที่สวยงามของเรียกว่าอุทยานแห่งชาติ Ein Avdat

5.ทะเลทรายซาฮาร่า

มีพื้นที่ 3.6 ล้านตารางไมล์ เป็นทะเลทรายที่ร้อนแรงที่สุดในโลก จัดเป็นเป็นอันดับสามของโลกเมื่อพิจารณาจากขนาดรองจาทะเลทรายอาร์กติกและแอนตาร์กติก พื้นที่ส่วนใหญ่ครอบคลุมของแอฟริกาเหนือ ล้อมรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปทางทิศเหนือหุบเขาของแม่น้ำไนเจอร์ทางใต้ทะเลสีแดง เกือบ 25% ของทะเลทรายซาฮาราปกคลุมด้วยเนินทราย ในบางแห่งเนินทรายสูงถึง 590 ฟุตเลยทีเดียว

บ้านกลางทะเลทรายในเนวาดาสูง High Nevada Desert

Rondolino-Residence-home-High-Nevada-Desert

ทะเลทรายอันร้อนระอุเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากไปอาศัยอยู่อย่างแน่นอน เนื่องจากมันร้อน แล้ง จนอยู่ไม่ได้ ทะเลทรายรัฐเนวาดาเองก็เช่นกัน ความร้อน แล้งของมัน ไม่แตกต่างจากทะเลทรายแห่งอื่นในโลก แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีคนไปตั้งบ้านกลางทะเลทรายบริเวณ High Nevada Desert  แห่งนี้อีกด้วย

ใครเป็นเจ้าของบ้าน

เจ้าของบ้านบนพื้นที่สุดอันตรายแห่งนี้ก็คือ ฟาบริซิโอ ลอนโดลิโน และ ซิโมนา เออโคเลนิ สองสามีภรรยาคู่หนึ่ง ทั้งคู่ไปตั้งบ้านชั้นเดียวบนพื้นที่ราบสูงบนทะเลทรายเนวาดา ทั้งคู่ให้เหตุผลว่ามาเที่ยวและชื่นชอบพื้นที่แทบนี้โดยเฉพาะ หุบเขามรณะ เลยทำให้คิดตัดสินใจตั้งรกรากสร้างบ้านในนี้เสียเลย

ปริศนาจากพ่อ

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ทั้งสองเลือกอยู่ที่นี้ เป็นเพราะว่า พ่อของซิโมนา เออโคเลนิ ได้ทิ้งปริศนาเอาไว้ประการหนึ่งนั่นคือ คำว่า Zabriskie Point พ่อของเค้าได้พูดไว้ก่อนตาย ทำให้ทั้งสองเกิดความสงสัยมากว่า คำนี้มันคืออะไร มันคือบริเวณไหน ตรงนั้นมีอะไรรอพวกเค้าอยู่ อาจจะเป็นขุมสมบัติที่พ่อไปพบเจอก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นอะไรสักอย่างที่มีความสำคัญอย่างมาก เค้าทั้งสองเชื่อกันแบบนั้น มาสร้างบ้านตรงนี้เพื่อค้นหา

สร้างบ้านได้หรือไม่

พื้นที่ทะเลทรายเนวาดา หลายคนอาจจะนึกภาพทะเลทรายแบบทะเลทรายซาฮารา ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ทรายแต่เนวาดาไม่ใช่แบบนั้น พื้นที่ของพวกเค้าเป็นทะเลทรายที่ราบสูง เป็นทะเลทรายแบบหินมากกว่า นั่นทำให้พื้นดินตรงนั้นแข็งพอจะรับน้ำหนักบ้านของพวกเค้าได้ หากเป็นพื้นที่ทรายล้วน ดินน่าจะยวบจนไม่สามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างอะไรได้

High-Nevada-Desert-Home

ข้อดีของบ้านนี้

บ้านในทะเลทรายที่ราบสูงนั้น มีข้อดีอย่างไร คำตอบเลยคือ พวกเค้ามีพื้นที่ อาณาเขต บริเวณกว้างใหญ่มาก ไม่มีเพื่อนบ้าน ไม่มีคนอยู่ ดังนั้นจะทำอะไรก็ตามสบายเลย ส่วนอันตรายจากสัตว์ร้ายก็มีเพียงแค่งูหางกระดิ่งที่อาจจะโผล่มาทักทายรอบบ้าน หรือ แมงป่องที่ขึ้นมาหากิน (ตัวนี้มาบ่อยจนน่ากลัว)

ข้อเสียของบ้านหลังนี้

หากไม่นับเรื่องของอากาศร้อนแล้ว ข้อเสียของบ้านหลังนี้คงเป็นความห่างไกลจากชุมชนที่พวกเค้าอาจจะเหงาบ้าง (มองไปนอกหน้าต่างไม่เจอใครก็เหงานะ) น้ำก็ต้องสูบขึ้นมาใช้จากใต้ดินเป็นหลัก ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการขับรถเพื่อเข้าเมืองมาทำงาน ลูกไปโรงเรียน หรือแม้แต่ซื้อของใช้ หากขับรถไหว พร้อมเจอสภาพถนนที่ยิ่งกว่าลูกรังบ้านเราล่ะก็ ก็ถือว่าเป็นบ้านแห่งความสุขอีกหลังหนึ่ง

หินเวทมนต์กลางทะเลทราย ในเนวาดา

Seven-Magic-Mountains-Nevada

ทะเลทรายเราอาจจะคุ้นเคยกับการท่องเที่ยวเดินทางผ่านทะเลทราย เยี่ยมชมอารยธรรม หรือ มองทะเลดาวยามค่ำคืน แต่ล่าสุดมีการสร้างแหล่งท่องเที่ยวแบบใหม่ขึ้นมาบนพื้นที่ทะเลทราย เราอาจจะคิดไม่ออกว่ามันคืออะไร แต่รับรองว่ามันจะสร้างความว้าวให้กับเราอย่างแน่นอน

ทะเลทรายในเนวาดา

เราจะไปส่องทะเลทรายในเนวาดากัน ทะเลทรายแห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เดิมทีทะเลทรายแห่งนี้ไม่มีอะไรเลย จึงทำให้ทางการสร้างแหล่งคาสิโนระดับโลกที่ชื่อว่า ลาสเวกัส ขึ้นมา แต่ตอนนี้พวกเค้าสร้างแหล่งท่องเที่ยว แหล่งถ่ายรูปแนวใหม่ขึ้นมาด้วย นั่นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางทะเลทราย

พิพิธภัณฑ์กลางทะเลทราย

เราอาจจะนึกออกเพียงว่า ทะเลทรายอันเวิ้งว้าง มันจะมีงานศิลปะไปตั้งอยู่ได้ยังไง แต่มันเป็นไปแล้วงานศิลปะกลางทะเลทรายเนวาดา เค้าทำโดยการเอาก้อนหินขนาดใหญ่ประมาณ 3-6 ก้อน จากนั้นไปลงสีให้สวยงาม (เน้นสีสว่าง แสบสันต์ โทนสีนีออน) เมื่อทาสีแล้วก็เอาก้อนหินเหล่านั้นมาซ้อนกันเพื่อทำเป็นเสาหิน ทำทั้งหมด 7 ต้น

แนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานกลางทะเลทรายครั้งนี้ แนวคิดสำคัญของศิลปินก็คือ รอยต่อระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และ ธรรมชาติแท้กับธรรมชาติเทียม อีกแนวคิดหนึ่งคือ ศิลปินจะสื่อว่าธรรมชาติไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างเป็นความสมดุลที่ถูกธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้คนบนโลกก้าวหน้าต่อไปได้ นอกจากนั้นยังมีแนวคิดอื่นซ่อนอยู่อีกเยอะ

ผลงานนี้เป็นฝีมือของใคร

ผลงานศิลปะสุดแหวกแนวครั้งนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับ อูโก รอนดินโอนี ศิลปินชาวสวิตเซอร์แลนด์เค้ามีผลงานสร้างสรรค์ผลงานแบบสื่อผสมไว้ตามสวนสาธารณะ หรือ ประติมากรรมสาธารณะมากมาย ถือว่าเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงด้านนี้ทีเดียว ลองไปค้นหางานเก่าของเค้าได้เลย

กว่าจะมาเป็นผลงานครั้งนี้

ครั้งนี้ อูโก รอนดินโอนี ท้าทายตัวเองอีกครั้งด้วยการสร้างงานศิลปะบนพื้นที่ทะเลทราย พื้นที่แห่งความร้อน แล้ง แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย จะสร้างผลงานออกมาได้อย่างไร แต่เค้าก็ทำได้ผลงานครั้งนี้ประวัติบอกว่า เค้าใช้เวลาทำงานนานถึง 5 ปีด้วยกัน ก็ถือว่าสมเหตุสมผลลองนึกภาพเราลงสีก้อนหินขนาดใหญ่ก็ต้องใช้เวลา ไหนจะต้องเอามาตั้งเรียงกันเป็นเสาหินอีกบอกเลยว่าไม่ง่าย สุดท้ายเค้าก็ทำสำเร็จ

หากเราได้ยืนมองเสาหินหลากสีท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง มีฉากหลังเป็นดวงอาทิตย์อัสดง มันช่างเป็นฉากที่สวยงามไม่แพ้จุดชมวิวที่ไหนในโลกเลยจริงๆ ใครสนใจต้องรีบไปเนื่องจากผลงานของเค้าตั้งอยู่เพียงแค่สองปีเท่านั้น หากครบเวลาจะรื้อถอนออกไป (น่าจะใกล้สิ้นสุดเวลาแล้วด้วย) การเดินทางตั้งต้นจากลาสเวกัสขับออกไปทางใต้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะเจอ

ภูเขาทรายไม่ต้องเที่ยวไกลเมืองไทยก็มี

หากใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเนินเขาชมบรรยากาศสีน้ำตาลเหมาะสำหรับการถ่ายรูปไปอวดเพื่อนๆหรือลงเฟสบุคสามารถเที่ยวได้แล้วที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเขาทราย หรือเนินทรายเป็นสถานที่มีประวัติในสมัยก่อนมีชาวจีนผู้หนึ่งชื่อนาย เคหว่อ ได้เข้ามาทำการขุดแร่แต่การที่จะขุดได้นั้นจำเป็นต้องดูดทรายขึ้นมาก่อนเมื่อเขาดูดขึ้นมาจนสามารถทำได้สำเร็จทันใดนั้นก็พบว่าทรายที่ถูกดูดมานั้นกองจนสูงขึ้นคล้ายภูเขานอกจากนี้ชาวจีนผู้นี้ยังนำเมล็ดเงาะโรงเรียนมาปลูกที่เรารู้จักในปัจจุบันนั้นละนอกจากนี้เมือง สุราษฎร์ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจครบเลยทั้ง ทะเล น้ำตก ภูเขา เป็นแหล่งเที่ยวสำหรับสายลุยไม่แพ้ที่อื่นเลยเที่ยวเนินทรายคุณจะได้พบกับวิวธรรมชาติเขียวขจีเหมาะกับการถ่ายรูป หลังจากคุณได้ถ่ายรูปเดินเนินเล่นแล้วคุณอาจจะแวะไปที่ ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด สำหรับเดินป่าเล่นน้ำโดยจะมีแหล่งน้ำพุ่งน้ำตกราดธารทองนอกจากนี้ยังมีน้ำดื่มอาการของกินเรียกได้ว่ากำลังเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติหากคุณเป็นคนชองล่องแนะนำให้ไป ป่าต้นน้ำ บ้านน้ำราด เป็นจุดขายของ และมีสถานจุดบริการพายเรือสามารถนั่งได้ถึง 3 คนจบแล้วสำหรับทริปเมืองราษหวังว่าจะมีประโยชน์ในการนำเที่ยว

ขึ้นเหนือลุยภูชีฟ้า ยอดเขาอันดับต้นๆในเมืองไทย

ใครที่ชอบวิวบรรกาศโครตจะดีแนะนำไปที่เชียงรายขึ้น ภูชีฟ้า ทำให้คุณต้องเจอประสบการณ์ที่ดีตะลึงมีความสวยงามอย่างเหลือเชื่อใครที่ไปเชียงรายแล้วไม่ได้ไปถือว่าพลาดสิ่งที่จะทำให้คุณอึ้ง ทะเลหมอกที่สวยราวกับภาพวาดลักษณะของภูเขาจะเป็นแนวแหลมแนวตรงมีความสูงชันชี้ไปทางประเทศลาวจึงเป็นชื่อเรียกว่า ภูชี้ฟ้าซึ่งมีความสูง 1628 ม.เมื่อคุรไปเตรียมกล้องถ่ายรูปให้ดีจะมีวิวสวยๆหลายมุมให้ถ่ายเพื่อนำไปอวดเพื่อนๆ แถมด้วยทุงดอกโคลงเคลง นอกจากนี้ยังมีทะเลให้เล่นแต่ต้องใช้เวลานานในการเดินทางหน่อยที่เชียงรายยังที่สถานที่น่าไปเชยชมอีกหลายสถานที่อย่าง ดอยผาตั้ง ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน เป็นต้น หากใครที่ชอบภูเขาทรายหวังว่าคงไม่ต้องไปเที่ยวไกลถึงต่างประเทศในประเทศไทยก็มีความสวยไม่แพ้ชาติใดหลังว่าคงเป็นการชี้จุดท่องเที่ยวหรับขาลุยรับประกันความสวยเลยเที่ยวไทยใช้ของไทยเงินจะได้ไม่ไหลออกนอกประเทศครับ

ทะเลทรายแบล็คร็อครัฐเนวาดา ทะเลทรายที่เคยเป็นทะเลสาบ

black-rock-desert-navada
ทะเลทรายแบล็คร็อค แห่ง รัฐเนวาดา ที่เคยเป็นแหล่งทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน

โลกของเราผ่านการเปลี่ยนแปลงตัวเองมาตลอดนับล้านปี พื้นที่บางแห่งอาจจะเคยเป็นที่ชุ่มน้ำ เป็นทะเลมาก่อน แต่มาตอนนี้กลับกลายเป็นทะเลทรายก็เป็นได้เช่นกน อย่างเช่น ทะเลทรายแบล็คร็อครัฐเนวาดา นักธรณีวิทยาเล่าว่า มันเคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะกลายเป็นทะเลทรายไปเสียแล้ว

สภาพแวดล้อมทของทะเลทรายแบล็คร็อค

ทะเลทรายแห่งนี้ไม่ได้เป็นทะเลทรายแบบทรายล้วน เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นก้นทะเลสาบมาก่อนทำให้ผิวดินจะเป็นรอยแตกระแหงจากการขาดน้ำ พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางไมล์ ทะเลทรายตั้งอยู่ทางเหนือของรัฐเนวาดา นอกจากทะเลทรายพื้นที่แถวนี้ยังมีภูเขาขนาดเล็กปะปนในพื้นที่ อีกทั้งเทือกเขาอีกมากมายล้อมรอบ นับว่าเป็นทะเลทรายที่มีภูมิประเทศแตกต่างจากทะเลทรายแห่งอื่นค่อนข้างมาก

ทะเลทรายที่เคยเป็นทะเลสาบ

ตามประวัติ และการสำรวจทางธรณีวิทยา สรุปว่า ก่อนจะมาเป็นทะเลทรายแบล็คร็อคแห่งนี้ เดิมที่เคยเป็นก้นทะเลสาบมาก่อน ทะเลสาบดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคประวัติศาสตร์ Lahontan ยุคนี้จะเป็น 18,000-17,000 พันปีก่อนคริสตกาล ช่วงเป็นทะเลสาบนักวิจัยยังบอกอีกว่า ทะเลสาบแห่งนี้มีความลูกถึง 150 เมตร โดยมีอดีตทะเลแห่งนี้เป็นพื้นใต้น้ำ (ไม่น่าเชื่อว่าทะเลสาบใหญ่และลึกขนาดนั้นจะระเหยหายไปได้)

ความร้อนใต้พิภพ

จุดเด่นต่อมาของ ทะเลทรายแบล็คร็อค รัฐเนวาดา แห่งนี้ก็คือ แหล่งสะสมความร้อนใต้พิภพ ใต้ผืนดินทั่วนี้ได้สะสมความร้อนมาเป็นเวลานานมาก เชื่อว่าสะสมมาตั้งแต่พื้นที่ตรงนี้เป็นทะเลสาบอยู่เลย พอทะเลสาบแห้งลงกลายเป็นทะเลทรายทำให้ความร้อนสะสมมานานนั้นปะทุขึ้นมา ซึ่งการปะทุขึ้นมานี่แหละน่าสนใจมาก เพราะจะภูเขาลูกเล็กอยู่ลูกหนึ่ง มันจะทำหน้าที่เป็นท่อระบายความร้อนใต้พิภพออกมา ไม่เพียงแค่นั้น มันจะดันไอน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ไป

โอเอซิสกลางทะเลทราย

ภูเขาลูกดังกล่าวได้ปล่อยไอน้ำออกมาจนทำให้ทะเลทรายแบล็คร็อค ไม่ได้แห้งแล้งอย่างที่คิด กลายเป็นแหล่งชุ่มชื้นประจำพื้นที่คล้ายกับเป็นโอเอซิสของทะเลทรายแบล็คร็อคไปด้วย ไม่เพียงแค่นั้น รูปร่างภูเขายังแปลกตาต่อผู้พบเห็นอีกด้วย นั่นทำให้จุดนี้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญการท่องเที่ยวทะเลทรายแห่งนี้ด้วย

พื้นที่ทดลองจรวด

อีกหนึ่งความสำคัญของทะเลทรายแห่งนี้ นั่นคือ เค้าจะนำพื้นที่ตรงนี้เอาไว้ทดลองจรวด หรือ ยานอวกาศชนิดต่างๆ ก่อนขึ้นบินจริง ทะเลทรายแห่งนี้ค่อนข้างห่างไกลผู้คน น่านฟ้าก็ห่างไกลจากเส้นทางการบิน ไม่มีการควบคุม การทหารทั้งของรัฐและเอกชนจึงนำจรวด มาทดสอบกันในบริเวณนี้

ทะเลทรายแบล็คร็อค จัดว่าเป็นทะเลทรายที่มีความแปลกกว่าที่อื่น อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และทดลองทางการทหารไปพร้อมกัน ส่วนตัวสนใจว่าเพราะอะไร จากทะเลสาบขนาดใหญ่จึงแปรเปลี่ยนมาเป็นทะเลทรายแห่งนี้ได้